วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567

งานนวัตกรรม

                                                                     



                                                                      1/2
 
        สวัสดีตอนเช้าครับกับสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิทุกๆท่าน อยากคุยด้วยเพื่อให้บรรยากาศของห้องผ่อนคลายลงบ้างครับ ขอคุยด้วยความรู้สึกเหมือนเพื่อนคุยกันนะครับ  เรื่องที่เราอยู่ใกล้มากกว่าใครคือ เรื่อง""งานนวัตกรรม"" ครับ 
  ""งานนวัตกรรม""(innovation)  เป็นงานยาแรงเพื่อสร้างชาติ ที่ทุกชาติที่เจริญแล้วร่ำรวยแล้ว ทุกประเทศ เริ่มต้นด้วยการให้คนในชาติเข้าใจและร่วมกันช่วยงานคิดผลิตงานนวัตกรรม ขึ้นมาครับ ในอดีตประเทศเกาหลีใต้ มีการจดสิทธิบัตร งานนวัตกรรมมากที่สุดในโลก ปัจจุบันถ้าประเทศจีน ที่ไม่ได้ปกครองด้วยระบบเหมือนสากล ถ้าจีนสามารถจดสิทธิบัตร ในระบบสากลได้ก็น่าจะเป็นประเทศที่มีงานนวัตกรรม มากที่สุดในโลก เพราะนี่คืองานที่คนจีนถนัดและถูกปลูกฝังมาเป็นพันปี กับชาวบ้านทุกๆคน 
 "" งานนวัตกรรม ""  คืองานที่ถูกสรรสร้างขึ้นใหม่โดยไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทั้งทำใหม่หรือพัฒนาให้ดีกว่าเดิม มีทั้งที่มองเห็น จับต้องได้ (hardware) เช่นเครื่องมือเครืองจักร ส่วนมากเป็นงานนวัตกรรมวิศวกรรม เคมี ชีวะ ฯลฯ  และงานที่ มองไม่เห็น หรือ จับต้องไม่ได้  (solfware) เช่น program บนคอมฯ  application บนมือถือ, วิธีการจัดการ, งานนิพนธ์, งานศิลปะ  ฯลฯ
 "" งานนวัตกรรม"" มักเกิดจาก ความชำงานในการทำงานนั้นมานานซ้ำๆ จนเกิดความคิดหาทางสร้างเครื่องมือให้ทำงานได้ปลอดภัยขึ้น สะดวกรวดเร็วขึ้น มักเกิดจาก คนทำงานภาคปฎิบัติมานานๆและชำนาญงานด้านนั้นสูง  หรือเกิดจาก คิดการคิดค้นทดลองของผู้ที่ ศึกษาเรื่องนั้นมามากจนสามารถมีคิดค้น สูตรในห้องทดลอง ห้องวิจัย ให้ผลงานออกมาได้ เช่นงานเคมี ชีวะ  
  คนทำงานด้านนี้เราเรียกพวกเขาว่า ""นวัตกร"" (innovator) ครับ ในสมาคมระดับประเทศของเราที่ผมเป็นสมาชิก  สมาชิกหลายคนมีงานนวัตกรรม ที่จดสิทธิบัตร มากมายต่อคน บางท่านมีถึง 80 ผลงาน แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ค่อยเห็นความสำคัญ จึงไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนสนใจงานด้านนี้ นวัตกรส่วนมากพบปัญหาคือต้องใช้ทุนมากในการผลิตต้นแบบออกมา เป็นผลงานเพื่อ เอาออกมาทำเป็นธุรกิจ หลายชิ้นงานต้องลงทุนทำต้นแบบโดยใช้เงินเป็นล้าน กับผู้ชำนาญงานระดับชาวบ้านนั้น มันห่างความจริงมากที่จะเอาผลงานนั้นออกมาให้เป็นธุรกิจ   
                   -----นนท์นริฐ  ----        1/2

                                                       

                                                                        2/2

  ประเทศจีนเริ่มต้นสร้างชาติด้วยการ ตั้งโครงการช่วยเหลือทุกวิธีเพื่อให้ ประชาชนในประเทศ สร้างผลงาน ต้นแบบออกมาให้ได้ ตั้งแต่โครงสร้างหลักจนถึงความสวยงามภายนอกโดยการให้บริการช่วยสร้างให้ฟรี หรือให้เงินช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ คนในชาติ ได้ผลงานหลากหลาย ออกมาขายกันเต็ม ไปทั่วโลก ของแถมที่ได้มาที่มีค่ามหาศาลคือ คนต่างชาติที่มีงานดีๆ ก็มาขอใช้บริการ ประเทศจีนคือผู้ผลิตให้ ก็เก็บข้อมูลไว้ สามารถนำมาต่อยอด ให้คนในชาติทำเองได้อีก เป็นร้อยเป็นพันผลงาน
   ตัวอย่างประเทศ ที่ร่ำรวยจนเป็นประเทศพัตนาแล้ว ที่เกิดจากงานนวัตกรรม
       -- สเปน ฮอลันดา จีน ยุคสมเด็จพระนารายณ์ของเรา ค้นหาโลกใหม่ เพื่อทำการค้าและล่าเมืองขึ้น เอาเงินเข้าประเทศ ด้วยเรือที่ใช้เดินทางในทะเลและวิทยาการการค้าใหม่ๆที่เอาไปใช้กับประเทศอื่น เรียกว่า ช่วงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการ ออกแสวงหาการค้านอกประเทศตัวเอง ด้วยความคิดใหม่ วิธีการใหม่และเรือเดินสมุทรใหม่
       - ต่อมาคืออังกฤษ ได้นวัตกรรมเรื่องเครื่องจักรไอน้ำ เรื่องเดียวแท้ๆ ที่เอามาทำ เรือสินค้าเรือรบ เครื่องจักร อาวุธ สารพัด จนกลายเป็นประเทศที่ตะวันไม่เคยตกดิน คือมีประเทศเมืองขึ้นที่ไปล่าอาณานิคมไว้ทั่วโลก แล้วไปขนเอาทรัพยากร เขามาจากทุกประเทศ จนกินไม่หมดมาทุกวันนี้ 
  --อเมริกา ได้เรื่องเทคโนโลยี่ ทั้ง hardware .solfware ,อาวุธ ,ธุรกิจการค้าเช่นอาหารเครื่องดื่ม ที่แต่ละยี่ห้อออกไปขนเงินเข้าประเทศทั่วโลก ทุกวันนี้ ,หลักการวิธีการ หาทางเอาเงินเข้าประเทศ เช่นเปลี่ยนมาตรฐานการพิมพ์เงินจากทองให้เป็นน้ำมัน สร้างความร่ำรวยจากค่าเงินดอลล่าร์มามากมายมหาศาลหลายสิบปี 
 -- ญี่ปุ่น เกาหลี เยอมัน ไต้หวัน ได้จากงานด้าน วิศวกรรม 
--- สิงค์โปร ฮ่องกง มาเลเซีย ได้เรื่องเกี่ยวกับ นวัตกรรม การค้า การเงิน ธุรกิจนายหน้า จนเป็นผู้ชำนาญการพิเศษด้านนี้ ร่ำรวยๆ
--ฝรั่งเศษ ได้น้ำหอม แฟชั่น เครื่องสำอาง 
--อิตาลี่ได้ ศิลปะ (เช่นฟอนิเจอร์แนวอิตาลี่ นิยมมากไปทั่วโลก), เครื่องจักรอุตสาหกรรม 
---สวิสเซอร์แลน ประเทศเล็กๆ และไม่มีทรัพยากรอะไรเลย ร่วรวยมั่นคง ด้วยนวัตกรรมความคิดในการออกกฎหมายให้เป็นประเทศเป็นกลางของโลก เงินทองจากทั่วโลกก็ไหลมาเทมาฝากที่นี่ และ นวัตกรรมธุรกิจการเงินที่ต้องสอนให้เด็กๆในชาติต้องศึกษากันตั้งแต่เด็กๆ
  แล้วประเทศไทยละ ? เมื่อไหร่ .? ที่รัฐบาลไทยจะหันมาสนับสนุนจริงจัง  คนไทยจะได้ มีเงินเยอะๆเข้ากระเป๋า ปัญหาทางลบทั้งหลาย ที่เกิดจากความจน ความเครียด ก็จะเกิดน้อยลง คนไทยอยู่อย่างไม่เครียดยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทะเลาะกัน คนต่างชาติก็เข้ามาเพราะคนไทยยิ้มเก่งเหมือนเดิม ตอนเป็น ""ยิ้มสยาม""แล้ว
  อย่าลืมนะครับ ..ตอบโจทย์ ที่ว่า ..งาน ที่ใช้ทุนน้อยที่สุด ได้เงินเร็วที่สุด และ ได้มากที่สุด ..คืองานอะไร?? คำตอบคืองาน "'นวัตกรรม"" ครับ ที่ผมพูดแบบนี้ได้อย่างมั่นใจ เพราะผมอยู่กับเขา และได้จริงอย่างนั้น ถ้าไม่จริงอย่างนั้น เจ้าของ safe T cut ที่เป็นแค่ช่างไฟฟ้า ธรรมดาๆ คงไม่รวยเป็นเศรษฐี ในข้ามคืนหรอกครับ
   เชิญชวนให้ คนไทยทุกคน รีบขยันทำงานที่ตัวเองถนัด อย่าให้ต่างด้าว อย่างน้อย 5 ประเทศ มาแย่งเงินแย่งงานของเราไป รีบกระโดดออกจากอานมอเตอร์ไซด์รับจ้าง  แล้วให้คนแก่เขาทำงานนี้ไป รีบกระโดดออกจากวงเหล้า หรือราวสะพาน ที่เรามั่วสุมเพราะไม่มีงานทำ เราคนหนุ่มสาว ที่มีแรง มีกำลังสมองิกำลังการเรียนรู้ มาเอางานเราคืนจากคนต่างด้าว  ทำจนชำนาญแล้วคิดค้นงานนวัตกรรม ขึ้นมาแค่คนละชิ้น แค่ชิ้นเดียวเท่านั้นก็ทำเงินเข้ากระเป๋ามากมายได้แล้ว ประเทศจะเจริญ คนในชาติต้องทำงานกันมากที่สุดนะครับ ยิ่งชำนาญงานด้านวิชาชีพยิ่งใช่ และสามารถจ่ายความรู้ให้คนอื่นเอาไปทำได้อีกด้วย พูดง่ายๆคือประเทศใดจะร่ำรวย คนในชาติต้องทำงานกันมากที่สุด และชำนาญงานนั้นๆมากที่สุดในทุกๆคน  จะไม่มีคนว่างงานที่เอาเวลาไป ทำเรื่องลบๆให้ตัวเอง ให้คนอื่น ซึ่งถือว่าเป็นความสูญเสียแบบไร้ประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวมอีกด้วย  คุยกันสนุกๆแต่มีสาระนะครับ
    ขอบคุณครับ 
    ... นนท์นริฐ จารุติไพบูลย์  ผู้สมัครรับเลือก สว. ระดับจังหวัด จันทบุรี กลุ่ม 13 เบอร์ 3 ... 
  
สตาร์ตอัปเดนมาร์กพิมพ์โครงสร้างบ้านด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ใช้เวลาเพียง 5 วัน

บริษัท โคบอด อินเตอร์เนชั่นแนล (COBOD International) สตาร์ตอัปในประเทศเดนมาร์ก พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ชื่อว่าโมเดล BOD2 พิมพ์โครงสร้างบ้านทั้งหลังได้ภายในเวลาเพียง 5 วัน โครงสร้างของบ้านมีความแข็งแรงรองรับได้ทุกสภาพอากาศ โดยใช้ต้นทุนการก่อสร้างที่ถูกกว่าบ้านจากอิฐและปูนทั่วไป บ้านต้นแบบหลังนี้ถูกสร้างขึ้นที่เมืองอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน ซึ่งถูกยกให้เป็นบ้านหลังแรกที่สร้างด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในเอเชียกลาง โครงสร้างของบ้านได้รับการออกแบบโดยบริษัท บีเอ็ม พาร์ทเนอร์ส (BM Partners) 

การทำงานของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โมเดล BOD2 ใช้การขึ้นรูปด้วยส่วนผสมคล้ายซีเมนต์ที่ถูกบีบออกจากหัวฉีดเชื่อมต่อทับกันเป็นชั้น ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับบ้านที่ถูกสร้างจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ จากบริษัทอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่บริเวณเมืองอัลมาตีมีปัญหาเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง ทำให้มีกฎหมายควบคุมที่เข้มงวนในการก่อสร้างบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างบ้านจะทนทานต่อแผ่นดินไหวได้สูงสุดระดับ 7.0

บ้านต้นแบบจากเครื่องพิพม์ 3 มิติ จึงใช้ส่วนผสมซีเมนต์ชนิดพิเศษที่ใช้กำลังการอัดเกือบ 60 Mpa หรือ 8,500 PSI ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐาน 7-10 Mpa หรือ 1,025-1450 PSI ของซีเมนต์ อิฐและหินทั่วไปที่ถูกใช้งานมาจากแหล่งทรัพยากรในประเทศคาซัคสถาน โดยบริษัทยืนยันว่าใช้ส่วนผสมจากซีเมนต์ ทราย หินและกรวดที่หาได้ในประเทศคาซัคสถานเป็นวัสดุหลักที่มีคุณภาพในการก่อสร้าง

นอกจากนี้บริษัท โคบอด อินเตอร์เนชั่นแนล (COBOD International) ได้ร่วมมือกับบริษัท ซีเม็กซ์ (Cemex) บริษัทผู้ผลิตคอนกรีตในประเทศคาซัคสถาน เพื่อพัฒนาคอนกรีตโพลีสไตรีนที่ช่วยการขยายตัวของผนังและเป็นฉนวนไปในตัว รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงของประเทศคาซัคสถาน ซึ่งมีความแปรผันได้มากถึง -57 องศาเซลเซียส และบางฤดูจะมีอุณหภูมิสูงถึง 49 องศาเซลเซียส

สำหรับกระบวนการหลังจากใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ โมเดล BOD2 สร้างตัวบ้านเสร็จเรียบร้อยจะเป็นหน้าที่ของช่างก่อสร้างเข้าไปดำเนินการติดตั้งหน้าต่าง ประตู และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ รวมระยะเวลาทั้งหมดในการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องพิมพ์ 3 มิติ และการตกแต่งบ้านนานประมาณ 2 เดือน โดยตัวบ้านมีลักษณะเป็นบ้านชั้นเดียวบนเนื้อที่บ้านกว่า 100 ตร.ม. รูปแบบบ้านมีความเรียบง่ายประตูหน้าต่างเป็นกระจกพร้อมห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ 

สำหรับผู้ที่สนใจสร้างบ้านด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ บริษัทเปิดเผยว่ามีราคาประมาณ 21,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 802,200 บาทต่อหลัง นอกจากประเทศคาซัคสถาน ปัจจุบันบริษัทให้บริการสร้างบ้านและอาคารหลายประเทศในยุโรป

ข้อมูลจาก https://www.tnnthailand.com/news/tech/167641/
ภาพจาก COBOD 

#สร้างบ้าน #เครื่องพิมพ์3มิติ #บ้าน #TNNTechreports #TNNTech
————

📲 อัปเดตข่าวเทคโนโลยีที่น่าสนใจบน Instagram กับ TNN Tech คลิก https://www.instagram.com/tnn_tech

และติดตาม TNN Tech ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
• Youtube : https://bit.ly/TNNTechYoutube
• TikTok : https://bit.ly/TNNTechTikTok
• Website : https://bit.ly/TNNTechWebsite
• Line OA : https://page.line.me/tnntech
• Threads : https://threads.net/@tnn_tech
• X : https://twitter.com/TnnTech

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567

   จะให้ประเทศชาติของเรา ก้าวไปสู่  ""ประเทศที่พัฒนาแล้ว.."" ไม่มีเรื่องอะไรที่ยากเลย แค่เรื่องง่ายๆ 2 ข้อนี้เท่านั้น..คือ.
1. แก้เรื่องลบ
2.สร้างเรื่องบวก
    แต่ในระดับประเทศ มีเรื่องมากมายทั้ง 2 เรื่องให้ทำ มากและเข้มข้นจนผู้ที่มีหน้าที่ จะต้องใช้ ทุกพละกำลัง ทั้งแรงกาย แรงใจ ความตั้งใจ ความรู้ประสบการณ์และไหวพริบ มากที่สุด
       ถ้าผู้บริหารประเทศคิดแบบนี้ได้ทุกคน ประเทศเราถึงจะสามารถวิ่งทวนกระแสน้ำของการแข่งขันที่เข้มข้น มาอยู่หัวแถวกับเขาได้ 
    เรากำลังมาถึงจุดที่ กำลังจะอยู่ท้ายของคิว ประเทศที่จะหลุดพ้นจากคำว่า ""กำลังพัฒนา"" ไปสู่พัฒนาแล้ว""   ใครไปต่อ เข้าไปได้ ฝากด้วยนะครับ.. สู้ๆทุกคน 
                ...นนท์นริฐ  กลุ่ม 13  เบอร์ 3 
                             ขยายดูได้นะครับ 
 สวัสดีครับ ... จะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้ ก็ตาม สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ถ้าเป็นได้ ....

1. ลดอัตราการเกิดกรณีพิพาท ระหว่าง ประชาชน ด้วยกัน ให้มากที่สุด คือ สนับสนุนโครงการสร้างสติ ให้คนในชาติ นี่คือเครื่องมือ ที่ดีที่สุด เพื่อลดข่าวคดีอาญา ลงได้ 70% ต่อวัน  สนับสนุนอย่างเข้มข้น ให้ คนระดับตั้งแต่นักเรียนจนถึงผู้ สูงวัย ฝึกนั่งสมาธิ เป็นกิจวัตร ใจสงบ มีสติก่อนทำอะไร เรื่องร้ายก็จะไม่เกิด 

2. สนับสนุนทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ในทุกอาชีพ นี่จะเป็นเครื่องมือให้ ข้าราชการหรือนักการเมือง ลดการหาเงินเข้ากระเป๋า อย่างน้อย 50% ของประเทศ ในระยะแรกๆ  ลดการคอรับชั่นกับทุกคนทุกหน่วยงาน คือลดตัวขัดขวางการพัตนาประเทศ

3. สนับสนุนกฎหมาย เด็กและเยาวชน ให้เด็กๆเกรงกลัวการทำผิดในคดี รุนแรงที่เกิดจาก ความคะนอง ทำร้ายทารุณแบบไม่มีเหตุอันควร ซึ่งเป็นคดีอาญา ถึง 50% ของข่าวประจำวัน ข้อนี้ลดการสูญเสียของประเทศ

และ..4. สนับสนุนอย่างเข้มข้นเรื่องงานนวัตกรรม เพราะงานนวัตกรรม เป็นงานเริ่มต้นให้ทุกประเทศ เปลี่ยนไปเป็นประเทศที่พัตนาแล้ว  ของทุกประเทศ ที่จีน ยอมสร้างตึกเพื่อให้ นวตกร ทั่วโลกมาใช้บริการฟรี ถึงได้เปลี่ยนจากจนที่สุดเป็นรวยที่สุด ในเวลาที่เร็วที่สุดในโลกด้วย .... 
  
           นนท์นริฐ จารุติไพบูลย์  
ผู้สมัคร สว.ระดับจังหวัด จันทบุรี   กลุ่ม 13 เบอร์  3 
      ไม่น่าเชื่อว่าเรา หนีห่างจากคำว่าแข็งแรง สุขภาพดีไปไกลเลยนะครับ  พวกเราโดนสังคมสมัยใหม่หลอกเราให้ติดกับ เสพแต่สิ่งทำลายตัวเอง อาหารอุตสากรรม , ขนม , เนื้อสัตว์  รายการบันเทิงทั้งนอกบ้านในบ้าน อดหลับอดนอน การแข็งขันกันในสังคมจนเครียด . เราแข่งกันหาเงินให้เครียดเพื่อให้แข่งกันเครียด แข่งกันหาเครื่องไม้เครื่องมือ ที่มาทำให้เราไม่ต้องเดิน ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องเอื้อมมือด้วยซ้ำ เรากำลังแข่งกันเป็นง่อย 
    .รู้เถอะครับว่า เรากำลังแข่งกันทำลายตัวเองกันอยู่
      แต่...เชื่อไหม? ว่า เครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะเรียก สุขภาพที่แข็งแรง กลับคืนมา  ไม่ใช้ อาหารเสริมราคาแพงๆ  หรือคอร์สดูแลตัวเองที่ไหนเลย แต่กลับเป็นสิ่งที่มีมากที่สุด และหาง่ายที่สุด ฟรีด้วย  นั่นคือ .. อากาศ(ออกซิเจน) ,น้ำ ,แสงแดด,และการเจริญวิปัสนา เพื่อบังคับจิตให้สงบ หายเครียดได้ 
    ... เช้าตื่นขึ้นมา ดื่มน้ำก่อนเลย  สัก 3-4 อึกใหญ่ๆทำให้ได้ทุกวันจนตาย เลือดที่ข้นเพราะโดนแอร์ดึงน้ำในตัวออกไปตลอดทั้งคืน เลือดจะได้ไม่เหนียวข้น  ร่างกายจะได้ความชุ่มชื่น คืนมา เลือดจะไหลเวียนดีพาอาหารไปเลี้ยงเซลต่างๆ แม้กระทั่งอาหารสมองด้วย  และต้องตามจิบไปทั้งวันจนได้สัก 2 ลิตร สำหรับผู้หญิง และ 3 ลิตรสำหรับผู้ชาย
   ...  ออกซิเจน  ทำทันทีที่นึกได้ ตื่นมายังไม่ลุกจากที่นอน ก็ทำก่อนเลย ทำทุกวันให้เป็นนิสัย ทำหลายๆครั้ง ยิ่งมากยิ่งดี ตามเวลาที่มี  ทำยิ่งมากยิ่งดี ด้วยสูตร  เข้า-อั้น-ออก = 479, หรือ 488 คิอสูดอากาศเข้านับ 4 อั้นไว้นับ 7 และผ่อนออกนับ 9 สมองที่เครียด ต้องการออกซิเจนเป็นอาหารมากที่สุด 
..... แสงแดด คือตัวสำคัญในเรื่องสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกาย เป็นแดดประมาณ 8-10 โมงเช้า  
....... และหัดนั่งสมาธิให้ถึงขั้น สั่งจิตได้ ให้หยุด หรือให้เลิกคิดเลิกเครียด และบังคับใหเหลับลึกได้ เรื่องนี้ถ้ายังทำจริงจังไม่ได้ ก็ทำเองเบาๆ ด้วยการฝึก ให้ปล่อยวางความคิด หัดจับจิตจับความคิดให้อยู่กับภาพที่เห็นในความคิด คุมให้อยู่นานๆเท่าที่ทำได้ 
  ทำได้เท่านี้ ร่างกายจะฟื้นฟูได้ดีมาก ควบคู่ไปกับ หยุดทำร้ายตัวเอง เช่นบุหรี่ ของหวาน  แอลกอฮอร์ (อย่ามากๆ และอย่าบ่อย) 
 อ้อ..! ขออีกข้อ เพราะเราใช้ชีวิตสมัยใหม่จนร่างกายเป็นกรด ความจริงร่างกายต้องเป็นด่างอ่อนๆ เพราะเราเป็นสัตว์กินพืช เราควรหาโอกาสดื่มน้ำด่างบ้าง และควรเป็นน้ำด่างที่ได้จากธรรมชาติ ไม่ใช่จากเครื่องเพราะน้ำด่างจากเครื่องจะกลายสภาพเร็ว
     ด้วยความปรารถนาดีจาก...นนท์นริฐ  
       ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 13 เบอร์ 3 

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567

น้ำสัปรดร้อน สุดยอด

น้ำสับปะรด ร้อนๆ
กรุณากระจายมัน !! 
กรุณากระจายมัน !!
ศาสตราจารย์ เฉิน Huiren  จากโรงพยาบาลกองทัพบกปักกิ่ง
เน้นว่า หากทุกคนที่ได้รับข่าวนี้ สามารถ ทำสำเนาเป็น สิบเล่ม ไปให้คนอื่นได้อย่างน้อย 
หนึ่งชีวิต จะได้รับการช่วยชีวิต ... 
ฉันได้ทำหน้าที่ของฉันไปแล้ว และหวังว่าคุณจะทำได้เช่นกัน
ขอขอบคุณ!
น้ำสับปะรดร้อน
สามารถช่วยคุณได้ ตลอดชีวิต
น้ำสับปะรดร้อน
สามารถ ฆ่าเซลล์มะเร็ง ได้
1. ให้ตัดชิ้นเนื้อสับปะรด 2-3 ชิ้น ลงในถ้วย ใส่น้ำร้อน มันจะเป็น "น้ำอัลคาไลน์" 
ดื่มทุกวันมันดี สำหรับทุกคน
2. สับปะรดร้อน ปล่อยสารต่อต้านมะเร็ง ซึ่งเป็นความก้าวหน้า ล่าสุด ในการรักษา
โรคมะเร็ง ที่มี
ประสิทธิภาพ ในการแพทย์
3. ผลสับปะรดร้อน มีผลต่อการฆ่า ซีสต์ และ
เนื้องอก  
   พิสูจน์แล้วว่า สามารถซ่อมแซมมะเร็ง ทุกชนิด 
4. น้ำสับปะรดร้อน
   สามารถฆ่าเชื้อโรค และสารพิษ
   ออกจากร่างกายได้ทั้งหมด
   เนื่องจากการแพ้ / 
แพ้ 5 ประเภทของยา 
ที่มีสารสกัดจากสับปะรด ทำลายเฉพาะเซลล์ที่มีความรุนแรงเท่านั้น แต่จะไม่ส่งผลต่อเซลล์ ที่มีสุขภาพดี
   นอกจากนี้
   กรดอะมิโนและสับปะรด
   โพลีฟีนอลในน้ำสับปะรด
   สามารถควบคุมความดันโลหิตสูงได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ
   ป้องกันการอุดตัน
ของหลอดเลือดภายใน
   ปรับการไหลเวียนโลหิต
   และลดการอุดตันในเลือด
 หลังจากอ่าน
 บอกคนอื่น ครอบครัว เพื่อน ๆ
 ดูแลสุขภาพของคุณเอง ..  
 กรุณา อย่าซ่อนข้อความ ...
 กรุณากระจายมัน 
ออกไป
 และคุณจะช่วยชีวิตผู้คน

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

สัตว์ มลภาวะ

เขาเสียชีวิตเพราะนกพิราบ
          ผมสุรินทร์ วัตตธรรม ขอเรียนอนุญาตเขียนบทความที่ไม่เกี่ยวกับโรคNCDs แต่เป็นโรคติเชื้อโรคจากนกพิราบ
          อัยการจังหวัดผู้ช่วยคนนี้มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรัง มาดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดผู้ช่วยคดีเยาวชนจังหวัดสงขลาเป็นลูกน้องผมในปีพ.ศ.2546 อยู่บ้านพักที่ถนนแหล่งพระรามเขาหว่านอาหารให้นกพิราบกินวันละ2ครั้งมีนกมากินอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เข้าใจว่าเมื่อนกพิราบกระพือปีกบินออกจากบ้านพักฝุ่นและเชื้อโรคเข้าจมูกอัยการผู้นี้ เขารักธรรมชาติและมีความสุขกับการให้อาหารนก ไม่มีใครห้ามไม่มีใครรู้ว่านกพิราบมีเชื้อรา(น่าจะอยู่ที่ปาก) 
         เขาให้อาหารนกพิราบทุกวันไละ2 ครั้งติดต่อกันเป็นเวลา2 ปี เขาก็ป่วยจึงนำส่งโรงพยาบาลที่เก่งที่สุดของภาคใต้ หมอตรวจพบเชื้อราในสมองของเขาและไม่มียารักษาให้หายได้ จนบางวันคลุ้มครั่งเดินแก้ผ้าจนคุณพยาบาลรีบนำเขาห้อง เขาคงทำไปโดยไม่รู้ตัว น่าสงสารเขามาก เป็นลูกน้องที่ดี ทำงานดี เพื่อนร่วมงานรักทุกคน ในที่สุดสู้เชื้อราจากนกพิราบไม่ได้เขาเสียชีวิตในเวลาไม่นาน
         เขียนบทความนี้เพราะตอนใกล้รุ่งผมไปเดินออกกำลังกายเห็นคนไม่รู้จักทั้งหญิงและชายนำอาหารให้นกพิราบ2-3 คนแต่จำนวนนกไม่มากนัก ผมไม่กล้าตักเตือนเนื่องจากไม่รู้จักกัน หากญาติใครยังให้อาหารนกพิราบอยู่อีกกรุณาเล่าเรื่องตามบทความนี้ให้เขาได้พิจารณาบ้างก็ดีครับ
          ด้วยความปรารถนาดีครับ


 อยากคุย ถึงเรื่องสัตว์ ที่คนไทยปล่อยให้มี ไม่ควบคุม  เช่น ปลาสวาย ปลาดูด ปลาปิรันญ่า  ในน้ำ นกพิราบบนฟ้า ลิงกับช้าง บนบก   สัตว์ ทั้ง  น้ำ บก อากาศเหล่านี้ อยู่และขยายพันธุ์ได้ในเมืองไทย จนกลายเป็นโทษกับ ประชาชนโดยรวม เรียกว่ากลายเป็นปัญหาระดับชาติไปได้ ด้วยเหตุผลต่างๆที่ต่างกัน ปลาสวาย เพราะมันตะกละ กินไม่เลือก เป็นปลาที่กินของเสียในคลองสมัยก่อน คนเก่าแก่ถึงบอกว่า อย่าเอาปลาสวายมากินเพราะมีนกินของสกปรก  แต่เพราะความตะกละกินไม่เลือก กินไม่อิ่ม มันจึงถูกเลือกเอามาเป็น ""สัตว์เรียกลูกค้า" ตามตลาดนัด เพื่อดึงลูกค้ามาเที่ยว มาให้อาหารปลา เพราะให้อาหารปลาสวาย มันแย่งกันกินโคลมคราม น่าตื่นเต้น คนให้รู้สึกว่า ให้อาหารปลาแล้ว มันแย่งกันกินขนาดนี้ แล้วได้บุญเยอะ แล้วทุกวัด ทุกตลาดน้ำ แม้แต่หน้าบ้านริมคลองชาวบ้าน ก็มักเลี้ยงปลาสวายไว้หน้าบ้าน ผลที่ตามมาคือ มันแพร่พันธุ์ไปทั่ว กินไข่ปลาอื่นจนหมด ต่อไปประเทศไทยในคลองคงจะเหลือปลาอยู่ประเภทเดียว ปลากระทิง ปลากราย ปลาบู่ ปลาเสือ ที่เคยเห็น ตอนนี้ หน้าบ้านแม่หน้าวัด ไม่เหบือให้เห็นแล้ว 
   ปลาดูด ปลาปิรัญญา อยู่ขยายพันธุ์ ได้มากและลามไปทั่ว เพราะ คนเอาไปทิ้ง  ไม่จัดการใันให้ตาย แต่กลัวบาปเลือกไปโยนลงคลอง เมื่อปลาพวกนี้ถูกไปอยู่ในน้ำ  และเป็นปลาที่คนไม่ต้องการจับเอามาทำเงินมันก็ขยายพันธุ์ไปเองเป็นทวีคูณ ไม่มีศรัตรู มีแต่เหยื่อ  มองในน้ำก็ไม่เห็นแยกแยะไม่ได้ การขจัดยิ่งยาก คนจะจัดการก็ไม่มีใครลงทุนทำ ถ้าไม่ใช้การเบิกงบหรือคนหลวงมาจัดการ  สุดท้ายของประเทศนี้ ในคูน้ำลำคลอง คงจะเหลือปลา อันตราย และประโยชน์น้อย โทษเยอะ แค่ไม่มีชนิดนี่แหละ 
    วิธีแก้ ก็จ้องออกกฎหมาย ใครทำตลาดน้ำ ต้องใช้ปลาชนิดอื่น  เลิกใช้กฎเขตอภัยทาน ให้ชาวบ้านมา เอาไปกินไปขายได้ เพื่อลดปริมานมัน  เรื่องปลามลพิษในน้ำ ไป 1 ้รื่องละ..pjmong 

 อยากคุย ถึงเรื่องสัตว์ ที่คนไทยปล่อยให้มี ไม่ควบคุม  เช่น ปลาสวาย ปลาดูด ปลาปิรันญ่า  ในน้ำ นกพิราบบนฟ้า ลิงกับช้าง บนบก   สัตว์ ทั้ง  น้ำ บก อากาศเหล่านี้ อยู่และขยายพันธุ์ได้ในเมืองไทย จนกลายเป็นโทษกับ ประชาชนโดยรวม เรียกว่ากลายเป็นปัญหาระดับชาติไปได้ ด้วยเหตุผลต่างๆที่ต่างกัน ปลาสวาย เพราะมันตะกละ กินไม่เลือก เป็นปลาที่กินของเสียในคลองสมัยก่อน คนเก่าแก่ถึงบอกว่า อย่าเอาปลาสวายมากินเพราะมีนกินของสกปรก  แต่เพราะความตะกละกินไม่เลือก กินไม่อิ่ม มันจึงถูกเลือกเอามาเป็น ""สัตว์เรียกลูกค้า" ตามตลาดนัด เพื่อดึงลูกค้ามาเที่ยว มาให้อาหารปลา เพราะให้อาหารปลาสวาย มันแย่งกันกินโคลมคราม น่าตื่นเต้น คนให้รู้สึกว่า ให้อาหารปลาแล้ว มันแย่งกันกินขนาดนี้ แล้วได้บุญเยอะ แล้วทุกวัด ทุกตลาดน้ำ แม้แต่หน้าบ้านริมคลองชาวบ้าน ก็มักเลี้ยงปลาสวายไว้หน้าบ้าน ผลที่ตามมาคือ มันแพร่พันธุ์ไปทั่ว กินไข่ปลาอื่นจนหมด ต่อไปประเทศไทยในคลองคงจะเหลือปลาอยู่ประเภทเดียว ปลากระทิง ปลากราย ปลาบู่ ปลาเสือ ที่เคยเห็น ตอนนี้ หน้าบ้านแม่หน้าวัด ไม่เหบือให้เห็นแล้ว 
   ปลาดูด ปลาปิรัญญา อยู่ขยายพันธุ์ ได้มากและลามไปทั่ว เพราะ คนเอาไปทิ้ง  ไม่จัดการใันให้ตาย แต่กลัวบาปเลือกไปโยนลงคลอง เมื่อปลาพวกนี้ถูกไปอยู่ในน้ำ  และเป็นปลาที่คนไม่ต้องการจับเอามาทำเงินมันก็ขยายพันธุ์ไปเองเป็นทวีคูณ ไม่มีศรัตรู มีแต่เหยื่อ  มองในน้ำก็ไม่เห็นแยกแยะไม่ได้ การขจัดยิ่งยาก คนจะจัดการก็ไม่มีใครลงทุนทำ ถ้าไม่ใช้การเบิกงบหรือคนหลวงมาจัดการ  สุดท้ายของประเทศนี้ ในคูน้ำลำคลอง คงจะเหลือปลา อันตราย และประโยชน์น้อย โทษเยอะ แค่ไม่มีชนิดนี่แหละ 
    วิธีแก้ ก็จ้องออกกฎหมาย ใครทำตลาดน้ำ ต้องใช้ปลาชนิดอื่น  เลิกใช้กฎเขตอภัยทาน ให้ชาวบ้านมา เอาไปกินไปขายได้ เพื่อลดปริมานมัน  เรื่องปลามลพิษในน้ำ ไป 1 ้รื่องละ..pjmong