วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การลงข้อความในไลน์กลุ่ม

สวัสดีครับ วันนี้ขออนุญาตคุยเรื่องการลงหรือการส่งข้อความลง ไลน์กลุ่มอีกสักเรื่องนะครับ
   ในสังคม social network แต่ละวัน ที่เราคุยกัน จะมีผู้คนอยู่ 3 ประเภทเสมอ คือ  1.ผู้ลงหรือผู้ส่งต่อ 2.ผู้ตอบและผู้ทักท้วง และ 3.ผู้ดู หรือผู้เก็บข้อมูล เราแต่ละคนที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม จะสวมบทบาทเป็นทั่ง 3 ประเภทนี้สลับสับเปลี่ยนกันไป  แต่เชื่อเถอะ ใน 3 ประเภทนี้ ประเภทที่ 3 เป็นประเภทที่ทุกคนอยากเป็นที่สุด เพราะได้แต่ประโยชน์ ไม่ต้องเสี่ยงกับการลงข้อมูลถูกๆผิดๆ ที่ไปกระทบกับผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ  เสี่ยงกับการถูกตำหนิ เป็นผู้เลือกเก็บเลือกเสพข้อมูลที่เป็นประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องเสี่ยงอะไร
     ดังนั้นบทบาทในประเภทที่ 1  จึงเป็นพวกที่เสี่ยงที่สุด เปรียบเหมือนหน่วยกลัาตายที่เป็นผู้เปิดกระทู้การคุย เปิดถูกก็โดนใจ ได้รับการชื่นชม สรรเสริญ เปิดปิดประเด็น ก็เสี่ยงถูกตำหนิ  แต่ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าห้องไหนขาดบุคลประเภทนี้ ห้องนั่นก็เสี่ยงเป็นห้องร้างทันที เพราะห้องนั้นเริ่มจะขาดคนที่ กล้าลงข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นไปแล้ว
       ซึ่งแต่ละห้องขึ้นอยู่กับ ความรักใคร่ปองดอง การให้อภัยและความอดทนของสมาชิกในกลุ่มด้วยกัน ถ้ามีการตำหนิกันมาก ติเตียนกันมาก เอาชนะกันมาก คนที่เคยกล้าลง กลัาเปิดกระทู้ ความกล้าก็ค่อยๆหายไป  คนอื่นก็พลอยกลัวไปด้วย สุดท้ายจะเหลือแต่คนที่รอจะเสพรอรับอย่างเดียว  ห้องเงียบเหงาลง ขาดคนสนใจ เดือดร้อนแอดมินที่เป็นเจ้าของบ้าน ต้องพยายามชวนคุย พยายามลงโพส ถ้าสู้ไม่ไหวก็ยอมปิดบ้านไป 
     อีกประการหนึ่งคือ หน้าที่พลเมืองที่เราทุกคนพึงมีติดตัว เพราะเราคงปฎิเสธหรือโกหกตัวเองไม่ได้หรอกว่า ขณะที่เรามีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในการคุยกัน พบปะกันในกลุ่ม social networking (หรือสังคมเสมือน)ในทุกๆวัน สังคมในส่วนอื่นๆที่เราอาจไปพานพบเจอในสังคมจริง(visual social) ก็มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีให้ต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลาเกิดขึ้นเช่นกัน  คนที่มีความเป็นพลเมืองดี มีสัญชาติญานของความเป็นห่วงเป็นใย ความเอื้ออาทร ต่อเพื่อนด้วยกัน ก็จะเอามาเตือนกัน บอกกัน จะพูดไปก็คือคนประเภทแรก ที่กล่าวข้างบนนั่นแหละ  เป็นคนกล้าที่จะนำความห่วงใยมาฝากเพื่อนๆทั้งๆที่มีอัตราเสี่ยงต่อความผิดพลาดมากมายต่อตนเอง ต่อผู้อื่นหรือต่อสังคม โดยไม่รู้บ้าง รู้เท่าไม่ถึงการณ์บ้าง ขอให้ผู้รับให้อภัยด้วยความเข้าใจ และตักเตือนด้วยข้อความที่สุภาพ เพื่อรักษาน้ำใจกัน พวกเขาเหล่านั้นจะได้ไม่ถดถอยที่จะให้ความรู้สึกดีๆ ความห่วงใยต่อเพื่อนๆตลอดไป ไม่เช่นนั้นแล้วจะหาคนที่หวังดี มีความกล้าที่จะส่งต่อข้อความดีๆเป็นประโยชน์กับเราน้อยลงๆ ไปทุกที สุดท้ายห้องนั้นก็จะหาที่เป็นสาระไม่ค่อยจะเจอ......
     ขอให้คิดเสมอว่า เวลาเราคุยในไลน์กลุ่ม แค่ประโยคเดียวที่เราจะส่งลงโพส ต้องนั่งวิเคราะห์ กันนานเพราะกลัวผิดกลัวพลาด กลัวไม่เหมาะสม เพราะลงไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ และถ้าข้อความนั้นผิดพลาดมันจะอยู่ให้ทุกคนเห็นไปตลอด ไม่เหมือนเราพูดด้วยปาก พูดผิดไปเดี๋ยวก็ลืมกันไปแล้ว มันหายไปในอากาศไปแล้ว  ดังนั้นเวลาเราคุยกันใน โลกเสมือนที่ใช้ข้อความในการคุย ถ้าเราให้ความรู้สึกกันว่าเหมือนเราคุยกันจริงๆในโลกของความจริงจะได้ไหม คือ เวลาเราคุยกับใครในโลกจริงสัก 10 นาที เราพูดผิด ให้ความหมายผิด เข้าใจผิด ได้มากมายหลายประโยค คนฟังก็ไม่เห็นโกรธ เขาเถียงมาว่าไม่จริง, ไม่ใช่ เราก็ไม่เคยโกรธกัน จบการคุย ก็เหมือนออกจากห้องประชุม รักใคร่ปรองดองเหมือนเดิม แต่ทำไม ในโลกเสมือน เราคุยแค่ประโยคเดียว หรือ ข้อความเดียว ก็พาลทะเลาะกันได้ บางคนถึงกับลาออกจากกลุ่มไปเลย เสียเพื่อนดีๆไปหลายคน...
  สรุป...ในโลกเสมือนจริง(social networking)หรือ กลุ่มไลน์ กลุ่มเฟสบุ๊ก นี่แหละ ทุกคนน่าจะคิดแบบนี้นะครับ....ในความคิดผม...
   1.ผู้ลง   ผู้เขียน พิจราณาบทความให้ดีก่อนส่ง ว่ามีอัตราเสี่ยงต่อผู้อื่นหรือไม่ (ผู้ส่งเป็นผู้เขียนเอง)หรือ ข้ความที่ผู้ส่งไม่ได้เป็นผู้เขียน ก็ใส่ป้ายกำกับเสียหน่อยว่า ให้ผู้อ่านพิจราณาข่าวด้วย โดยหาข้อเท็จจริงจากแหล่งอื่นประกอบ
2.ผู้รับข่าว   อาจต้องแก้ข่าวเนื่องจากรู้ความจริงของข่าวมากกว่า ก็แก้ด้วยถ้อยความสุภาพ ตักเตือนด้วยคำสุภาพ เพื่อเป็นการถนอมน้ำใจกัน ไม่ทำร้ายความหวังดีต่อกัน....สังคมนี้จะมีความสุข ความสามัคคี เพราะมีแต่สิ่งดีๆให้กันเสมอไป.....
    บทความนี้ผมเขียนลงไลน์กลุ่มที่มีแต่นักวิชาการ มีผู้ชายเป็นสมาชิกเป็นส่วนมาก แต่ละคนความรู้ความสามารถและ ความเชื่อมั่นตัวเองสูง มีโอกาสกระทบกระทั่งกันบ่อย ใช้หลักการ ใช้วิชาการ มาถกกันมากจน คนที่เคยลงอะไรๆที่ เบาๆเล่นๆ ไม่กล้าลงเลย กลุ่มเริ่มเงียบเหงา
        ผมลงบทความนี้พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนที่เป็นเพื่อนในไลน์กลุ่มนักวิชาการครับ ชวนให้เข้ามาคุยกันด้วยกติกา 5 ข้อครับ ที่ไม่อยากให้กล่าวถึง คือ ....การเมือง ศาสนา สถาบัน ลามกอนาจาร(มากๆ)และสุดท้ายคือ การวิจารย์ผู้อื่นในทางลบ อันก่อให้เกิด การเสียหาย เสียหน้า อันก่อให้เกิดความไม่ถูกใจกัน .....ตอนนี้กลุ่มก็กลับมาคุกคักเหมือนเดิมแล้ว ....pjmong....

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

น้ำผึ้ง

Login

8 สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย หากคุณกินน้ำผึ้งทุกวัน!

women >> health>> 8 สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย หากคุณกินน้ำผึ้งทุกวัน!

Facebook15.6KTwitter0Google+17

15.6K

ทำไมน้ำผึ้งถึงมีประโยชน์? เจ้าน้ำสีเหลืองๆข้นนี้ ทำไมถึงได้มีประโยชน์ ทำไมใครๆต่างก็บอกว่ามันดีกันล่ะ? มาดูกันดีกว่าว่าร่างกายของคุณจะเป็นยังไง หากกินน้ำผึ้งในทุกวัน

1.แก๊สในร่างกายลดลง

ไม่มีใครอยากรู้สึกท้องอืดหรือมีลมในกระเพาะอาหารเยอะหรอก แต่ถ้าไม่อยากกินยาลดกรดเป็นประจำ แค่กินน้ำผึ้งหวานๆวันละช้อน ก็ช่วยได้แล้ว

2.ป่วยน้อยลง ภูมิคุ้มกันดีขึ้น

เนื่องจากน้ำผึ้งเต็มไปด้วยเอนไซม์ วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณต่อสู้กับแบคทีเรียได้ดี ใครที่ชอบป่วยเป็นประจำ ร่างกายไม่สู้ดี ลองน้ำผึ้งดูอาจจะดีขึ้นได้นะ

3.ระบายของเสียออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

น้ำผึ้งกับน้ำอุ่นคือสูตรสำเร็จที่ดีต่อระบบขับถ่ายของคุณเลยล่ะ ถ้าอยากดีท็อกซ์ร่างกายเบาๆ ใช้น้ำผึ้ง น้ำมะนาว และน้ำอุ่น ดื่มทุกเช้า รับรองเห็นผล

4.ผิวใสขึ้น เนียนขึ้น

น้ำผึ้งมีสารต่อต้นอนุมูลอิสระแบบธรรมชาติ ที่จะช่วยขับของเสียและเจ้าแอนตี้แบคทีเรียจะช่วยให้ผิวของคุณสะอาดและสดใสขึ้น

5.น้ำหนักลด

เอาล่ะสิ สาวไหนที่อยากลดความอ้วนมีหูผึ่ง ถ้าคุณติดกินหวานล่ะก็ การกินน้ำผึ้งนั้นดีกว่าการกินน้ำตาลขาว เนื่องจากน้ำผึ้งเป็นน้ำตาลที่ได้จากธรรมชาติ ที่จะช่วยลดความอยากของหวานของคุณได้ ถ้ารู้สึกอยากของหวานทดแทนด้วยน้ำผึ้งด้วยปริมาณที่พอเหมาะ จะลดแคลอรี่ไปได้มากกว่า 64% เลย

6.หายเจ็บคอ

มีเหตุผลนะว่าทำไม น้ำผึ้งถึงเป็นเพื่อนแท้ ในช่วงหน้าหนาว ก็เพราะน้ำผึ้งช่วยให้คุณรู้สึกชุ่มคอ และช่วยรักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอีกด้วย

7.ระดับเลือดในร่างกายอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม

นั่นก็เพราะน้ำผึ้งมีปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่เหมือนน้ำตาลทรายขาว โดยการผสมผสานของน้ำตาลฟรุกโตสและกลูโคส จะช่วยให้ร่างกายรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี อาจพูดได้ว่า ช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ด้วยนะ

8.ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหัวใจ

สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ในน้ำผึ้ง ยังมีประโยชน์ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจ  โดย มีงานวิจัยหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า น้ำผึ้ง สามารถชะลอกระบวนการ ออกซิเดชัน ของโคเลสเตอรอล ที่ไม่ดีใน เลือดของมนุษย์ ที่เป็นอันตรายต่อ หัวใจของคุณได้

อ่านมาทั้งหมดนี้ แล้วจะรออะไรล่ะ รีบไปหาน้ำผึ้งมาติดบ้านเดี๋ยวนี้ แล้วอย่าลืมกินทุกวันจนเป็นนิสัยด้วยล่ะ

ที่มา lifehack
เรียบเรียงโดย Women Mthai Team


ความลับของฟ้า

ความลับของฟ้า

ประชาชาติธุรกิจ
ธนา เธียรอัจฉริยะ


ความลับของฟ้า ..

เป็นคำที่พี่เล้ง ศิริวัฒน์  วงจารุกร  แห่ง mfec  ใช้บ่อยๆเวลาเล่าเรื่องปรัชญาโบราณและวิธีคิดในการดำเนินชีวิต   โดยหมายถึงว่าใครรู้และเข้าใจถึงความลับบางอย่าง  ก็จะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จหรือยิ่งใหญ่ในชีวิตได้  พี่เล้งเองก็เป็นคนที่ประสบความสำเร็จจากความลับนี้ในสายตาของผมและเป็นที่เคารพนับถือของคนที่ได้รู้จักพี่เล้งอย่างมาก

พี่เล้งอธิบายว่า  ในสังคมปกติจะมีคนอยู่สามกลุ่ม  กลุ่มแรกเรียกว่า ผู้ให้ (giver) กลุ่มที่สองเรียกว่าผู้เอา (taker) อีกกลุ่มคือ ผู้ที่ให้มาก็รับ  รับมาก็ให้ (matcher)   พี่เล้งบอกว่าถ้าไปลองวาดกราฟดู  คนที่ประสบความสำเร็จมากๆในสังคมกับคนที่ล้มเหลวมากๆในสังคมมักจะเป็นผู้ให้ (giver) ทั้งสิ้น

ที่ล้มเหลวเข้าใจได้ไม่ยาก  เพราะถ้าผู้ให้ (giver) ไปอยู่ในดงของคนเอาแต่ได้แล้ว ก็คงจะรอดออกมายาก  แต่ผู้ให้ที่อยู่ในฝั่งที่ประสบความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

พอฟังเรื่องนี้จบ  ผมเลยนึกถึงเรื่องสามเรื่องที่เพิ่งได้ยินมาไม่นานขึ้นมา


เรื่องแรกเป็นเรื่องของคุณอนันต์  อัศวโภคิณ..

คุณอนันต์เคยเล่าถึงการได้ที่ดินผืนงามในราคาที่ไม่แพงที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ  terminal 21    ว่าเกิดจากเมื่อก่อนหน้าจะได้ที่ดินผืนนี้หลายปี  คุณอนันต์ได้ไปติดต่อซื้อที่ดินจากเจ้าของคนหนึ่งแถวสีลม และได้บอกปากเปล่าว่าที่ดินสีลมนี้มีอัตราส่วนการสร้างที่ 4:1  จากความเป็นจริงในตอนนั้นแล้วก็เสนอราคาตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย   เวลาผ่านไปไม่นาน  มีการอนุมัติใหม่ให้ที่ดินผืนดังกล่าวมีอัตราส่วนใหม่ที่ 6:1  ทำให้คุณอนันต์ได้ประโยชน์มากขึ้นมาก  และคุณอนันต์เองก็ได้ซื้อที่ดินมาเรียบร้อยโดยไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรอื่นอีก   แต่ด้วยความเป็นคุณอนันต์   คุณอนันต์ก็ถือเงินสดส่วนหนึ่งที่ได้จากกำไรที่เพิ่มขึ้น  เอาไปให้เจ้าของที่ดินเดิม  ซึ่งเจ้าของที่ก็งงๆเพราะได้ขายขาดไปแล้วและก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนนั้น  แต่ก็คงประทับใจในความแฟร์ของคุณอนันต์

อีกหลายปีต่อมา เจ้าของที่ดินคนเดิมซึ่งมีที่อยู่อีก 10 ไร่ตรงอโศก ก็ประกาศให้เช่าที่ระยะยาวโดยมีราคาเริ่มต้นในการประมูลไม่แพงมากและมีคนสนใจมาร่วมประมูลมากมาย   แต่พอคุณอนันต์แสดงความสนใจในที่ดินผืนนั้น   เจ้าของที่ก็ไม่ลังเลที่จะให้คุณอนันต์ในราคาตั้งต้นโดยที่ไม่ต้องประมูลแข่งกับคนอื่นอีก   คุณอนันต์ก็เลยได้ที่ดินผืนงามมาทำ    terminal 21 ในปัจจุบัน  เป็นอานิสงส์จากการกระทำในอดีตโดยแท้


เรื่องที่สองเป็นเรื่องของคุณตัน ภาสกรนที..

คุณตันเล่าเรื่องหนึ่งถึงสมัยที่ขายของเบ็ดเตล็ด  เทปคาสเซ็ท หนังสือ นิตยสารอยู่แถวท่ารถที่ชลบุรี   ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มาขึ้นรถที่แถวร้านคุณตันเพื่อไปกรุงเทพ ปกติก็จะมีผู้ชายคนนึงชอบเดินเข้ามาเดินเล่นดูเทป ดูหนังสือฆ่าเวลาก่อนขึ้นรถไปทำงานที่กรุงเทพแล้วก็กลับมาตอนเย็นๆ  เดินดูอีกรอบแล้วก็กลับบ้าน  ไม่เคยซื้ออะไรในร้านเลยเพราะราคาเทปสมัยนั้นไปซื้อที่กรุงเทพถูกกว่า  จนวันหนึ่งฝนตกหนัก ชายคนนี้เดินเข้ามาในร้านด้วยสภาพเปียกปอน ในมือถือเอกสารอยู่ปึกหนึ่ง   คุณตันสังเกตุเห็น ไม่ได้พูดอะไรแล้วก็ยื่นถุงพลาสติกลายการ์ตูนที่วางขายอยู่ให้ถุงนึง   ผู้ชายคนนั้นก็ขอบคุณแล้วก็เดินออกไป

หลังจากนั้นคุณตันบอกว่า  ชายคนนั้นกลับมาและซื้อเทปซื้อหนังสือจากร้านคุณตันทุกครั้ง  ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าที่กรุงเทพฯ  จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด

เรื่องที่สามเป็นเรื่องของ พี่สุรชัย พุฒิกุลางกูร  มือ illustrator อันดับหนึ่งของโลก 

พี่สุรชัยเคยเล่าเรื่องสมัยที่เรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วไปรับงานเป็นล่ามในงานแสดงสินค้าศิลปะหัตถกรรมไทยที่นั่น   พี่สุรชัยบอกว่าแกมีหน้าที่คอยอธิบาย (แบบงูๆปลาๆ)   ให้คนญี่ปุ่นฟังถึงที่มาที่ไปของหัตถกรรมที่นำไปแสดงโชว์   ในงานนั้นพี่สุรชัยสังเกตุเห็นชายญี่ปุ่นแก่ๆคนหนึ่งมาด้อมๆมองๆเดินดูงานแกะสลักช้างอยู่หลายวันและในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อ   พี่สุรชัยก็เลยไปถามว่าทำไมถึงสนใจและซื้องานชิ้นนั้น  ชายญี่ปุ่นคนนั้นซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นคุณครูโรงเรียน บอกพี่สุรชัยว่าที่ซื้อเพราะมาอยู่หลายวันและสังเกตุคุณลุงคนไทยที่แกะสลักงานชิ้นนั้น แล้วรู้สึกว่าคุณลุงเป็นคนดีก็เลยคิดว่างานจะต้องดี  ก็เลยซื้อ

พี่สุรชัยบอกว่า การมองงานศิลปะของคุณครูญี่ปุ่นนั้นเปลี่ยนโลกของพี่สุรชัยไปเลย  คุณครูคนนั้นเชื่อว่า  คนดีก็จะย่อมทำงานที่ดี   เป็นวิธีคิดที่พี่สุรชัยคาดไม่ถึง  และทำให้วิธีคิดนั้นติดอยู่ในหัวของพี่เขา จนไปประทับใจกับครีเอทีฟนิสัยดีคนหนึ่งแล้วยอมทำงานให้แบบแทบไม่คิดสตางค์เพราะอยากทำงานกับคนนั้น  จนได้เป็นผลงานระดับสุดยอดของโลก (งาน Samsonite : heaven&hell)  ที่ทำให้พี่สุรชัยแจ้งเกิดในเวทีระดับโลกได้อย่างงดงาม

ด้วยความคิดที่ว่า  คนดีย่อมทำงานที่ดี โดยแท้

………………………………


ความลับของฟ้าที่พี่เล้งบอก  ก็คือว่า  ถ้าผู้ให้ (giver)  ไม่ไปอยู่กับพวก taker หรือ matcher แต่กลับอยู่ท่ามกลางพวก giver ด้วยกัน  โอกาสที่จะประสบความสำเร็จหรือทำอะไรได้เจริญรุ่งเรืองจะมีสูงมาก  เพราะพวก giver ไม่ได้คิดแบบ zero sum game  ไม่ต้องมีเราชนะเขาแพ้  มีแต่ถ้าได้ต้องได้ด้วยกัน  รวยด้วยกัน  มีอะไรก็แบ่งปันกัน  ยิ่งมียิ่งอยากแบ่ง  กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จสูงในสังคม  เป็นกลุ่มที่ส่งเสริมเกื้อหนุนกัน  ยิ่งให้ยิ่งได้กลับมาก

เป็นความลับของฟ้าที่ผมแอบมาบอกทุกท่านวันนี้ครับ ….

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คัมภีร์ดำเนินชีวิต

  สวัสดีครับ วันนี้อยากจะแบ่งปันเรื่องราวดีๆที่ใช้กับตัวเองอีกสักเรื่องหนึ่ง เล่าให้ฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครบ้าง
     คือ....สมัยตอนช่วงผมเป็นวัยรุ่น พยามคิดอยู่เสมอว่า เราจะเอาหลักอะไรใช้ดำเนินชีวิตดี เพราะวัยรุ่มมีโอกาสที่ชีวิตเหลวไหลง่ายมาก ต้องหาหลักมายึดอย่าให้หลุดออกนอกเส้นทาง เพราะช่วงนั้นเป็นนักกีฬาอยู่ด้วย ประสบการณ์ที่ได้รู้คือ การจะทำอะไรก็แล้วแต่ คนที่มีธง หรือจุดหมายปลายทาง ไว้เป็นหลัก จะมีโอกาสหลงทางน้อยกว่า คนที่เดินชีวิตแบบสะเปะสะปะ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะหลุดออกนอกเส้นทางดีๆ บางคนอาจเสียคนกู่ไม่กลับไปเลย แต่ถ้าเราจะหาหลักดำเนินชีวิต ซึ่งมันจะสำคัญมากเพราะมันจะเหมือนคัมภีย์การใช้ชีวิต ที่เราต้องยึดถือปฎิบัติ คู่กับชีวิตเราไปตลอดทั้งชีวิต ดังนั้นมันต้องหาสูตรสำเร็จที่คลอบคลุมทุกอย่าง ที่จะทำให้ชีวิตเรามุ่งไปหาความสำเร็จ ความสุข ในทุกๆด้านที่ชีวิตทางโลกของเราต้องเดินไปเจอ ผมพยายามคิดอยู่นาน คิดทีละข้อทีละเรื่อง ค่อยๆสรุป จนได้สูตรสำเร็จดังนี้....ใครจะเอาไปใช้บ้างก็ไม่หวงนะครับ ผมใช้เป็นคำภีร์เกาะหลักนี้มาทั้งชีวิตยังไม่เคยบอกใคร ที่บอกตอนนี้เพราะเก็บเอาไว้กับตัวเดี๋ยวตายไปก็ไม่เป็นประโยชน์กับใคร แต่ใช้ได้ผลมากครับนะครับ..ขอบอก.ลองเอาไปสอนลูกๆหลานดูนะครับ...
     ผมสรุปได้แนวแบบนี้ครับ คนเราจะอยู่บนโลกใบนี้ให้ ได้ความสำเร็จ ทั้งการเงิน และสังคม มีความแข็งแรงด้วยสุขภาพใจและกาย และความสุขจะเป็นสิ่ง สุดท้ายก็จะตามมา ผมเรียกมันว่า..."""คำภีร์ดำเนินชีวิต ด้วยสมบัติ 5 ประการ..."""  ได้แก่....
    ""รูปสมบัติ    ทรัพย์สมบัติ  คุณสมบัติ วุฒิสมบัติ มโนสมบัติ"" 
     1.รูปสมบัติ หมายถึงมีรูปร่างหน้าตา ที่ดี เป็นที่ชื่นชมในสังคม เป็นที่ต้อนรับของสังคม  สมบัติข้อนี้ ส่วนหนึ่งได้จากพ่อแม่ตั้งแต่เกิด (สวยหล่อ มาตั้งแต่เกิด) อีกส่วนหนึ่งได้จากสร้างขึ้นเองอาจต้องใช้ทั้งเงิน และใช้กำลัง (เข้าฟิตเนต เสริมสวย ศัลยกรรม ฯลฯ) เป็นสมบัติข้อเดียวที่เป็นปฎิภาคผกผันกับอายุ คือ อายุยิ่งมาก สมบัติข้อนี้จะถอยหลังลง แต่ก็ต้องรักษาไว้ให้มากสุด เช่น ยิ่งอายุมากต้องยิ่งพักผ่อน ออกกำลังกายอย่าให้อ้วน รักษาหุ่นไว้ เลือกกินอาหารที่ทำให้ผิวพรรณดีอยู่เสมอ ให้เป็นแบบว่า อายุมากแล้ว ยังสวยสมาทอยู่เลย
      2.วุฒิสมบัติ  ก็คือวุฒิการศึกษานั่นเอง  มีตัวนี้แล้ว จะเป็นที่ยอมรับในสังคม ใช้เป็นเครื่องมือ หางานหาเงิน  หาความสำเร็จเป็นที่ยอมรับทางสังคม
  3.คุณสมบัติ คือ ความสามารถพิเศษต่างๆ(talant) ในตัวเรา ยิ่งมากยิ่งดี(เก่งเรื่องดีๆนะครับ เรื่องไม่ดีไม่นับ) ถ้าเป็นวุฒิสมบัติ จบแค่ไหนได้วุฒิแค่นั้น แต่ คุณสมบัติ ต้องหมั่นหา หมั่นศึกษา ฝึกฝนเพิ่มเติม ไปตลอดทั้งชีวิต ข้อนี้สำคัญเพราะ ยิ่งมีมากยิ่งเข้าสังคมได้หลายกลุ่ม แล้วถ้าจะให้ดี คุณสมบัติแต่ละอย่างทำให้ได้ประมาณอยู่ในระดับ  top 10 ของกลุ่มได้ยิ่งดี ถ้าเก่งแล้วก็เอา มโนสมบัติ (ข้อ 4 ต่อไป) มาคุมการกระทำของเรา อย่าให้ใครในกลุ่มหมั่นใส้ เก่งแล้วเพื่อนต้องรักด้วย ส่วนตัวผม ตลอดเวลาที่โตมาผมฝึกหัดหาคุณสมบัติใส่ตัวจนไม่ค่อยมีเวลาไปเหลวไหลที่ไหนเลย(นี่ก็เแป็นข้อดีทางอ้อม ของข้อนี้ คือ มัวแต่ฝึกฝนให้เก่ง  ก็ต้องใช้เวลา ใช้ความตั้งใจ ใช้ความพยายามเยอะ เช่น เทนนีส แบตฯ กอร์ฟ เต้นรำ ภาษา วิชาการ ฯลฯ
    4. มโนสมบัติ  ข้อนี้หมายถึง ฝึกจิตใจ นิสัย ให้เป็นคนใจดี มีน้ำใจ ไปไหนทำประโยชน์ให้คนอื่น ไม่กล่าวโทษ ไม่ตำหนิ ไม่ใส่ร้ายใคร จริงใจกับคนรอบข้าง ไม่อิจฉาริษยาใคร
    5..ทรัพย์สมบัติ คือ สมบัติเงินทอง  ส่วนหนึ่งอาจได้จากพ่อแม่ (มรดก)  อีกส่วนเกิดจากเราหาเองครับ
       ในขณะที่เราใช้คัมภีร์การดำเนินชีวิตด้วยสมบัติ 5 ประการนี้ ต่อเนื่องนานๆ เราจะพบว่า สมบัติทั้ง 5 ข้อนี้กลับเป็นเครื่องมือช่วยซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จ อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น เรามีรูปสมบัติที่ดี นิสัยก็ดี การศึกษาก็ดี ความสามารถก็เยอะ ฐานะก็ดี เข้าสังคมไหนคนก็รัก คนก็นับถือ โอกาสที่จะได้รับโอกาสดีๆก็มักจะได้ก่อนคนอื่น ก็หมายความว่ายิ่งมีโอกาสทำเงินทำงาน เพิ่มรายได้ขึ้นอีก ได้เงินมาก็เอามาใช้พัตนาตัวเองต่อไปอีก
      เชื่อเถอะครับว่าถ้าเราสามารถ พัตนาสมบัติทั้ง 5 ประการนี้ ต่อเนื่องไปตลอด เราจะพบแต่ความสุข สมหวัง ในชีวิต  ตัวผมใช้เป็นหลักเกาะเป็นหลักการดำเนินชีวิตมาตลอด พบความสำเร็จมากมายหลายอย่าง ยิ่งทำได้ยิ่งภูมิใจ ยิ่งมีความสุข กีฬา (เริ่มจาก เป็นนักวิ่งมาราธอน ของ บก.สูงสุด, เทนนีส ,แบตฯ ,กอร์ฟ ,เต้นรำ) วิชาการ ,เรื่องภาษา รับรองว่าแต่ละอย่างกว่าจะได้มา ไม่ได้ง่ายๆเลย มีประวัติยาวนานทั้งนั้น แต่ผลงานแต่ละอย่างก็ตอบแทนเราเกินคุ้มกับความพยายาม
       แต่ขอเน้นนะครับว่า คัมภีร์นี้ใช้สำหรับทางโลกนะครับ ถ้าใครคิดจะเข้าทางธรรมก็ทิ้งทฤษฎีนี้ไปได้เลย แต่ก็มีบางข้อที่เอาไปใช้ต่อได้นะครับ ....pjmong....
     

กรดไหลย้อน

มึงป่วย..เพราะมึงโง่!!! (exclamation) (exclamation)

....เจอเภสัชกรคนหนึ่ง...
หน้าตากวนตีนมาก...

อายุน้อยกว่าผม...
แต่กวนตีนมากกว่าผม...

ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนครับ...

เอาเกรดไหน...มี 3 เกรด
ถูก...กลาง...แพง...

คุณภาพยา...
ขึ้นกับราคา...ว่าไง.. (!?)

มันถามแล้วมองหน้าผมแบบกวนตีน...

ผมกวนตีนกลับ...
เอาเกรดไหนก็ได้...
ที่กินแล้วหายน่ะ... (!?)

ไม่มี...โรคนี้....ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้...

ถ้าคุณรักษาด้วยยา...
คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...

ผมหันไปจ้องหน้ามัน...

เพราะสะดุดคำว่า...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...
คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...

ผมถามว่า...มันมีวิธีรักษาด้วยวิธีอื่นหรือ... (!?)

มันค่อยๆชายตามามองผมด้วยสายตาดูถูก...
อย่างรุนแรง...

แล้วพูดโดยไม่มองหน้าคนฟังว่า...

คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน

เกิดจากนิสัยชั่ว 5 อย่าง...

1. กินข้าวไม่ตรงเวลา...
2. กินอาหารรสจัดมาก... โดยเฉพาะเผ็ดจัด...
3. กินมากเกินไป...
4. กินแล้ว...เข้านอนทันที...
5. เครียดตลอดเวลา...

ถ้าอยากหาย...
ไปเปลี่ยนนิสัย...
ไม่ต้องกินยา...

ผมกัดฟันแน่น...จ้องหน้ามัน...

ทำไมมึงถึงกวนตีนยังงี้วะ... (??)

ผมคิดในใจ...
แล้วค่อยๆเปิดประตู...
เดินออกจากร้านไป...

10 วัน...ผ่านไป...
ผมไปบรรยายหลายงาน...หลายจังหวัด...

คืนหนึ่งกลับเข้าบ้าน...
ดึกแล้ว...

ผ่านร้านขายยา...ไฟยังไม่ปิด...
ผมรีบจอดรถ...เดินเข้าไปในร้าน...

เจอไอ้เภสัชกวนตีน...คนเดิมเต็มๆ...
มันหันมาเห็นผม...

อ้าว...เป็นไง...
โรคกรดไหลย้อน...?

ผมปรี่เข้าประชิดตัว...
แล้วยกมือ...พนม...
พร้อมก้มหัว...

ขอบพระคุณมากครับ...

หายแล้วครับ... (exclamation)

พูดได้แค่นั้น...
แล้วก็จุกที่คอ...
พูดอะไรต่อไม่ได้อีก...

แล้วรีบเดินออกจากร้าน...
เป็นครั้งแรกในชีวิต...

ที่ผมยกมือไหว้คนขายยา...

ที่อายุน้อยกว่าผมมาก...

ผมพูดอะไรไม่ออก...
แต่ผมเชื่อว่า...
ไอ้เภสัชหนุ่มนี่มันรู้...
ว่าผมจะพูดอะไร...?

มันสามารถสูบเงินจากผมได้เป็นหมื่น...

และทำกำไรมหาศาล...
แต่มันไม่ทำ...

มันเลือกที่จะช่วยผม...ให้หายป่วย...

โดยไม่ได้เงินสักบาท...

การดำเนินชีวิตของผมตอนนี้...

- กินข้าวตรงเวลา...
ทุกมื้อ...

- กินอาหารจืด...ไม่กินรสจัด...เผ็ดจัด...

- กินแค่จานเดียว... เลิก...

ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม...

- มื้อสุดท้าย...กินก่อน 6 โมงเย็น...

แล้วไม่กินอะไรอีกเลย...

ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม...

- อารมณ์ดีตลอด...
ยิ้ม...หัวเราะ...

ทำตัวให้มีความสุขทั้งวัน...

ผลที่เกิดตามมาคือ...

- พุงผมหายไป...ไม่มีหน้าท้อง...ไม่อึดอัด...

- สุขภาพดีขึ้น...ไม่เป็นโรคอ้วน...

- บุคลิกภาพดีขึ้น...ความมั่นใจเพิ่มขึ้น...เวลาเข้าสังคม...

- หายใจสะดวก...ไม่แน่นท้องเหมือนก่อน...

- ไม่ง่วงนอน...ไม่อ่อนเพลียเวลาทำงาน...เหมือนก่อน...

- การทำงานและการเคลื่อนไหวร่างกาย...
คล่องตัวขึ้น...

ที่สำคัญคือ...
ชีวิตผม...มีความสุขขึ้น...
เยอะเลย...

นี่แหละคือเหตุผลที่ผมต้องไหว้...
และผมจะไหว้ไอ้เวรนี่ตลอดชีวิต...

ไม่ว่ากูจะเจอมึงที่ไหน...

สิ่งมีค่าที่สุดที่มันมอบให้ผมก็คือ...

โรคภัยไข้เจ็บ...90 %...

ของมึงเนี่ย...
ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค...

แต่เกิดจากเชื้อเลว...

ในการดำเนินชีวิตของมึงทั้งนั้น...

ดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง...

ตามธรรมชาติ...
มีสุขนิสัยที่ดี...
คุณจะไม่ป่วย...
ไม่เป็นโรค...
ไม่ต้องไปหาหมอ...

หมอและยา...
เขามีไว้รักษาและขาย...

ให้คนที่โง่...... (!?)