วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

     ครับ ผมดูคลิป ขบวนไม้จันทร์หอม บอกตรงๆว่าเกิดความรู้สึกหดหู่เหมือนกัน พอคิดว่าเขาเอาไปทำอะไร ว่าสิ่งที่เรารัก เราเห็น เราเคยยึดมั่น กำลังเปลี่ยนจากจากกายภาพที่เราเห็นเราสัมผ้สได้จริงๆ จะเหลือแค่ความทรงจำ ที่ห่างไกลเราออกไปอีกตลอดไป จนกลายเป็นอดีตที่ถาวร ผู้ชายแมนๆอย่างเรา ที่ไม่ค่อยอ่อนไหวเรื่องแบบนี้ให้ใครเห็นบ่อยนัก ยังยอมรับว่ารู้สึก อึดอัด เศร้าหมอง หดหู่กับเขาเหมือนกัน....ผมคงเดาได้ว่า ความรู้สึกแบบนี้คงเกิดขึ้นกับคนอื่นอีกเยอะเหมือนกัน  คงต้องปลอบใจกันไปว่า ..นี่คือความจริง ที่ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ไม่มีวันหนีพ้น แม้กระทั่งวัตถุที่ไม่มีชีวิต เพชรที่ขึ้นชื่อว่าแข็งที่สุดในโลก ยังมีวันกลายเป็นฝุ่นผง  จนสลายไปในที่สุด เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งยังมีวันย่อยสล่ย กลับสภาพกลายเป็นเกลือ อย่างที่เขาเกิดมา แม้แต่ศาสดาของทุกศาสนาที่ สร้างบุญกุศล สร้างคุณประโบชน์ ให้กับมนุษย์มากมาย ก็ยังมีวันที่จากไป ถ้าทุกคนคิดถึงความจริงแท้นี้ได้ ก็คงจะปรับใจยอมรับ พร้อมกับยอมรับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาแทน และพร้อมจะดำเนินชีวิตต่อกันไปได้  แต่.....ถ้าจะรำลึกถึงพระองค์ท่านและให้ความรู้สึกว่า พระองค์ท่านอยู่เป็นกำลังใจให้เราตลอดไป ก็น่าจะมีหนทางเดียวคือ น้อมนำสิ่งที่ท่านสอน มาใช้กับชีวิตประจำวันของเรา ใครชอบเรื่องไหน ข้อไหนก็เลือกเอามา...สำหรับผม...ของนำเรื่องใหญ่ที่มีค่าที่สุดของผมมาใช้..นั่นก็คือ ...ปรัชญาการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง  ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เพียงแค่นำมาใช้กับตัวเท่านั้น แต่จะตั้งกลุ่มช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้ต่อไปจนตาย เพราะเชื่อแบบสนิทใจเลยว่า จะช่วยให้โลกใบนี้สะอาดขึ้น ความเป็นอยู่คนดีขึ้น และ.....คุณประโยชน์อื่นๆอีกมากมายต่อมนุษย์บนโลกใบนี้ทุกๆคน ..มีโอกาสจะคุยเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องยาวๆ ที่สำคัญเรื่องนี้ต่อไปครับ
     สุดท้ายนี้ ผมขอถือโอกาสเชิญชวนเพื่อนๆ ที่มีความคิด ความศัทธา ต่อปรัชญาข้อนี้ของพระองค์ท่าน มาช่วยกันรณรงค์ ให้คนไทยมาเริ่มใช้ชีวิต ตามปรัชญาของท่านกันมากๆครับ...ใครอยากร่วมด้วยกรุณาแจ้งมาทางส่วนตัวครับ ผมจะได้นำเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มครับ...( ผมตั้งกลุ่มรอไว้แล้วนะครับ..) แต่...ถ้าไม่มีผู้ร่วมอุดมการณ์ ผมก็ยินดีจะทำคนเดียวไปเรื่อยๆตลอดไปครับ ... pjmong...

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ข้อคิดจากวิกรม

จุดอ่อน"คนไทย" 10 ประการ โดย คุณวิกรม กรมดิษฐ์

1. คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก กล่าว คือ รู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก ของเราจะไม่คำนึงถึงส่วนรวม แต่จะเป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา จนทำให้เกิดวัฒนธรรมสืบทอดกันมายาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจทุกระดับชั้น จนมีคำพูดว่า ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ทุกคนแสวงหาอำนาจเพื่อจะตักตวงเพราะความไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้จักประเทศของตัวเองเช่นนี้แล้ว ทำให้ประเทศชาติของเราล้าหลังไปเรื่อย ๆ

2. การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย สอนให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม แม้แต่ภาษาคนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้เราขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ประเทศอื่น ๆ รู้จักคนไทยน้อยมาก เพราะคนไทยไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น เพราะคุณภาพการศึกษาของเราไม่ทันสมัย จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

3. คนไทยมองอนาคตไม่เป็น เท่าที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำ งานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต สะสมความสำเร็จไปอย่างเป็นลำดับ หรือเป็นเพราะไม่กล้าฝัน หรือไม่มีความฝันก็ไม่แน่ใจ และชอบพึ่งสิ่งงมงาย โชคชะตา พอใจทำงานแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำให้ประสิทธิภาพของเราไม่ทันกับการแข่งขันระดับโลก

4. คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้า หรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจะพบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น หรือยุโรป คนเขาจะให้ความสำคัญกับสัญญาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตในการเชื่อถือด้านนี้ลงไปเรื่อย ๆ

5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประเทศของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน ในต่างประเทศ การสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ สนับสนุนเขาก็ลงทุน การสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค จะเป็นประโยชน์ ทำให้เป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม

6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง สังคมไทยชอบทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง อาจได้ยินกรณีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารก็ตาม จะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง

7. สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ และชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัย เมื่อจนตรอก ในวงการเราจะพบกระแสของคนประเภทนี้ปะปนมากขึ้น จะเพราะเป็นเพราะสังคมเรายอมรับ หรือยกย่องคนที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ไม่มีใครรู้ภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอดหน้าตาเฉย คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้ายเสียอีก เพราะทำความเสียหายต่อบ้านเมืองมากกว่า และจะเป็นประเภทดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำให้คนดีไม่กล้าจะเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

8. เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว ทำให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา เพราะเอ็นจีโอบางกลุ่มที่อิงผลประโยชน์อยู่ ถ้าจะพูดกันแบบมีเหตุผล ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอ็นจีโอดี ๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย กรณีน้ำท่วมเพราะไม่มีเขื่อนรองรับเพียงพอ พอเกิดน้ำท่วม พวกที่ค้านจะแสดงความรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน

9. คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก เพราะไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเอง ทำให้โลกภายนอกไม่รู้จักคนไทยเท่าที่ควร และการจัดการตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลก ของเราขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้เราสู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

10. คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบันเด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่ สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเอง ขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม คุณวิกรมแสดงความเห็นว่า การอบรมเยาวชนมาจาก 3 ทาง หนึ่งภายในครอบครัว สองจากโรงเรียน และสามจากสังคม หรือสื่อสารมวลชน

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความเสี่ยงในชีวิตจริง

    สวัสดีครับ  วันนี้อากาศเย็นสบาย บรรยากาศชิวๆ  ใช้เวลาสักเล็กน้อยเขียนอะไรเล่นดีกว่า อยากคุยเรื่อง "ความเสี่ยงในธุรกิจ กับชีวิตจริง " นะครับ
  ในชีวิตประจำวันของเรา ตลอดทุกนาทีที่อยู่ข้างหน้าเรา จะมีผลของการกระทำจากเราในปัจจุบันทั้งสิ้น และผลที่จามมาที่ว่านั้นจะเป็นบวกหรือลบเท่านั้น โชคดีเป็นบวกมากกว่าลบก็ได้กำไร ถ้าเป็นในเชิงธุรกิจแล้วเราจะลงทุนอะไร เราจะต้องพิจารณาข้อมูลให้ดีก่อน เราเรียกว่า"การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน " เมื่อได้ข้อมูล พร้อมวิเคราะห์ดีแล้วเราก็ลงทุน ผลที่ยังไม่เกิดนี้เราเรียกว่า " ความเสี่ยง" ในระหว่างทำกิจกรรมนั้นๆเป็นธรรมดาเราต้องหาทางบริหารงานนั้นให้ได้ผลลัพธ์ได้กำไรให้มากที่สุด  ซึ่งเราเรียกว่า " การบริหารความเสี่ยง" ช่วงนี้หนักสุด ใช้ทั้งสมอง แรงกาย ประสบการณ์และไหวพริบ เพราะเราต้องทำทุกอย่างให้ผลของความเสี่ยงนั้นออกมาป็นบวกให้มากที่สุด
    ในการดำเนินชีวิตคนเราก็เหมือนกัน ในแต่ละนาทีที่รอเราอยู่ข้างหน้า คือความเสี่ยงของเวลาในปัจจุบันของเราทั้งนั้น ใครตัดสินใจกระทำไปทางไหนแล้วต้องรับผิดชอบผลของมันทั้งนั้น ดังนั้น ก่อนจะทำอะไร เครื่องมือสำคัญคือ " สติ" คิดบวกลบคูณหารให้ดีก่อนว่าผลที่ตามมามันคุ้มหรือไม่ อัตราเสี่ยงที่จะได้ผลลบมีมากแค่ไหน ทุกการกระทำของเราไม่ว่าต่อเพื่อน ต่อญาติ หรือต่อคนใกล้ตัว ทำไปแล้วเพื่อผลอย่างหนึ่ง แต่ผลของมันได้อย่างอื่นที่เป็นลบมากกว่าตามมา ก็ไม่ควรเสี่ยงแม้แต่อยากจะทำมากแค่ไหนก็ตาม เราต้องมี " ความอดทนต่อสิ่งยั่ว" ให้มากๆ ถึงจะเรียกว่า ควบคุมอารมณ์ได้ดี  บางทีมันก็เกิดจากสิ่งเร้ารอบตัว บางครั้งเราก็จินตนาการขึ้นเอง อาจเกิดจากความสนุก คะนอง ทิฐิ หรือการเอาชนะ ถ้าเราใช้สติ คิดพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลและพยายามนึกถึงผลของมันให้มากๆ โอกาสขาดทุนก็น้อยลง และถ้าเราตัดสินใจทำไปแล้วการบริหารจัดการงานนั้นให้ได้ผลเป็นบวกที่สุด คือการบริหารความเสี่ยงได้ดี ผลลัพธ์ก็จะมีโอกาสได้กำไร ในเชิงธุรกิจหรือได้รับความสุขในชีวิตจริง
      ในชีวิตประจำวันรอบๆตัวเรา เราจะเห็นการกระทำของเพื่อนต่อเพื่อน คู่รักต่อคู่รัก คนรู้ใจ ฯลฯ  ต่อเหตุการบางเรื่องที่ทำไปแล้วแล้วได้ผลออกมาเป็นลบ  เรามักจะมีคำถามตามมาเสมอๆว่า ทำไปเพื่ออะไร ไม่เห็นมีบวกเลยได้แต่ลบ ไม่น่าทำเลย ....ก็เพราะเราไม่คุมอารมณ์ตัวเองและใช้ สติ ใช้ความอดทนต่อสิ่งยั่วที่เกิดขึ้นในใจเรา ยับยั้งมันให้ได้ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป ปล่อยให้การกระทำตามความอยาก ผลออกมาเป็นลบ ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ได้แต่เสียใจ แผลในใจที่เกิดขึ้นระหว่างกัน แม้จะพยายามแก้ไขก็ไม่มีวันหมดไปได้ สู้อย่าให้มันเกิดขึ้นเลยจะดีกว่าไหม..?? ..pjmong ....

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กินน้ำมากๆ

หลายคนไม่เคยรู้ว่าตัวเองเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ หรือไม่ ? ใครเริ่มหลงๆลืมๆ เช็คด่วน!!

เช็คด่วน! ว่าคุณมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่? ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ถ้าหากว่าวันนึงเราจำสิ่งต่างๆ ไม่ได้

มารู้จักอัลไซเมอร์โรคลืม…ของคนที่อยากจำ! โรคร้ายที่บั่นทอนจิตใจกันดีกว่า

อัลไซเมอร์ คือ โรคสมองเสื่อม เกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลง จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ในช่วง 8-10 ปี

อัลไซเมอร์ เป็นแล้วไม่มีวันหาย ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียหาย ความจำเสื่อม ในระยะสุดท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด

1 เพิ่งผ่านมา แต่ฉันไม่จำ จำเรื่องที่เพิ่งมาไม่ได้ขี้ลืมบ่อย

2 สับสน หงุดหงิด ก้าวร้าว แปรปรวน หากมีอาการเหล่านี้ก็น่่าสงสัยว่าอัลไซเมอร์เริ่มถามหา

3 ฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่ได้ศัพท์…อาการที่พบคือสูญเสียความสามารถทางภาษา

4 เฉยชา อาการของอัลไซเมอร์…เพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆ เสียการรับรู้สิ่งต่างๆ อาการชี้ชัดของอัลไซเมอร์

5 ร่างกายพัง ซ่อมไม่ได้ ยื้อไม่ไหว “ชีวิต”?..สุดท้ายแล้วจุดจบของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์คือ สูญเสียการทำงานต่างๆ และเสียชีวิตไปในที่สุด

5 อาการสังเกตง่ายๆ โดยเริ่มจากคนใกล้ตัวคุณ ?อย่าปล่อยให้โรคความจำเสื่อมทำร้ายคุณและคนในครอบครัวคุณ

น้ำซุปกับไต

แชร์ต่อจากเขา ; น่าคิด
"ฝาก ถึงเพื่อนๆ
ไม่ได้ตรวจร่างกายหลายปีหน้าบวม เลยไปตรวจ ร่างกายใหญ่ เดือนเมษายน
พบ น้ำหนัก เกิน (82 กก.)
      ไตเสื่อม เริ่มต้น ดอกเล็บถึงเกือบกลาง
       มวลกระดูกหาย(เริ่มเสื่อม)
       ไขมันเกาะ ตับ
       ไขมันเกิน
        ยูริคเกิน
        ความดันสูง
นัดกันมาครบ   ตกใจมาก เรื่องไต หมอบอกให้ลดเค็ม
คือ งง ก็ กูไม่ได้กินเค็มไม่เคยเพิ่มน้ำปลา เล่นบอลก็ทุกอาทิด ทำไมน้ำหนักไม่ลด อาการทุกอย่างมาจากโรคไต
หาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต    กลับมาคิดทบทวน
ที่มีปัญหา เพราะพฤติกรรมการกินอย่างเดียว คือชอบกินน้ำ ทุกอย่าง
น้ำแกง น้ำก๋วยเตี๋ยว น้ำผัด น้ำจิ้ม ซอส พริก ซอสมะเขือเทศ และแสบที่สุดขนมปัง
คือ เราลืมกันไปเอง เกลือ แม่งก็คือ รูปแบบนึงของโซเดียม  น้ำที่ว่ามานั้น มีโซเดียมล้วนๆ ยิ่งขนมปัง ไม่เคยรู้เลย ผงฟูแม่งก็คือโซเดียม
ปกติ ร่างกายต้องการ โซเดียม 200 กว่า มก.ต่อวัน
อนามัยโลกให้ไม่เกิน 2,400 มก.  สิบเท่า คนไทยกินเฉลี่ย 7,000มก.
กระเพราไก่ จานเดียว 2,000 ก๋วยเตี๋ยว 2,000กว่า น้ำซุป พอกัน
กูน่าจะกินเกินหมื่นต่อวัน
พอคิดได้ เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน
1. ข้าวแกง เอาแห้งๆ
2. ก๋วยเตี๋ยว สั่งน้ำ กินแต่เส้น
3. mk ไดโดมอน จิ้มน้ำจิ้มเล็กน้อย
4. กินขนมปังน้อยๆ เลิกกินซอสพริก ซอสมะเขือเทศ
5. เริ่มอ่านฉลาก ปริมาณน้ำตาล โซเดียมข้างกล่อง
ผลที่ได้ ใน 6 เดือน
1. ดอกเล็บหาย
2. ความดันปกติ จาก 148 เหลือ 120
3. น้ำหนักลด จาก82 เหลือ74 โดยไมได้ทำอะไรเลย
กลับมาคิดต่อว่าทำไม
ในอาหารทุกอย่าง น้ำตาล น้ำมัน และเกลือ จะรวมกันอยู่ในน้ำ เป็นสารละลาย พอเรากินแห้งๆ มันเลยติดเข้าร่างกายเราน้อย ไม่น่าเกิน 10-20% เลย ลดน้ำมัน น้ำตาล ได้
ต่ออีกนิดครับ   ด้วยความที่เคยอยู่สวนผักเก่า เลยรู้ว่าฉีดยา ทุกอย่าง
เวลาล้างผักผลไม้ เลยล้างอย่างดี  แต่กลับกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ เพราะไม่เคยคิดมาก่อน ว่าที่เอามาล้างมันคือเกลือชนิดหนึ่ง
ไตเสื่อมแล้วเสื่อมเลยครับ เพื่อนๆ
อยู่ที่พฤติกรรมการกินครับ
ระวังไว้บ้างก็ดีครับ"

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

แป้งหมื่ แก้แผลน้ำร้อนลวก

  ช่วยบอกต่อด้วย...เก็บแป้งหมี่ในตู้เย็น  เผื่อเพื่อน ๆ บางคนยังไม่ได้อ่านยังไม่รู้
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันต้มซุปข้าวโพด ขณะที่กำลังเดือด ได้เอาช้อนไปคน..เพื่ออยากดูว่า.. ซุปสุกได้ที่หรือยัง มือบังเอิญไปโดน น้ำซุปที่เดือดอยู่.. ปวดจนร้องลั่น บังเอิญมีเพื่อนชาว เวียดนามคนหนึ่ง.. ซึ่งเป็นสัตวแพทย์.. มาที่บ้าน..พอดีตอนนั้น ได้ยินเสียงร้อง..รีบมาดู.. และถามฉันว่า.. มีแป้งหมี่ไหม ?? ฉันรีบหยิบให้ เขาบอกให้เอามือ ใส่ไปในถุง.. และปล่อยไว้สัก 10 นาที ฉันก็ทำตาม เขาบอกว่าที่เวียดนาม เคยเกิดเหตุการณ์ ชายคนหนึ่ง..มีไฟติด.. ลุกไหม้ที่ลำตัว ผู้คนต่างตกใจ..และมี คนโยนถุงแป้งใส่ตัว เขา เพียงหวังเพื่อดับไฟ.. ที่ตัวชายคนนี้ ปรากฎว่า.. ทำให้ทุกคนตื่นตะลึง ไม่เพียงดับไฟได้ แต่ที่ร่างของชายผู้นี้.. กลับ ไม่มีร่องรอยแผลพุพองเลย
ฉันเอามือที่ใส่ในถุงแป้งราว 10 นาที ออกมา ปรากฎว่า.. ไม่มีรอยแดง.. หรือ แผลพุพองเลย ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บปรากฏ ปัจจุบันฉันจะ เก็บแป้งหมี่ไว้ในตู้เย็น 1 ถุง ตลอดเวลา ทุกครั้งที่มีของร้อน ลวกถูก..จะเอาแป้งหมี่พอกไว้ และที่บาดเจ็บ.. จะไม่มีรอยแดง.. หรือแผลพุพองเลย
ปล. แป้งแช่เย็น.. ได้ผลดีกว่าแป้งที่มีอุณหภูมิห้อง !!
แปลก !! หากคุณถามฉัน การเก็บแป้งหมี่..ในตู้เย็นสักถุงนั้น ไม่ผิดหรอก !! ขนาดฉันเจ็บลิ้น เพราะทานของร้อน.. ลวกลิ้น ฉันยังเอาแป้งหมี่พอกไว้ 10 นาที แผลหาย.. ไม่มีร่องรอยเลย !! ลองดูนะ !! อย่าเอาแผลถูกลวก ไปแช่น้ำเย็น ล้างน้ำเย็นอีก ให้แช่ในแป้งหมี่แทน สัก10 นาที แล้วคุณจะแปลกใจ !!
บอกต่อๆไป เป็นวิทยาทาน ได้บุญ จร้า..

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

   สวัสดีครับเพื่อนสมาชิกห้องชื่นสุข เมื่อวานผมคุยเล่นๆกับพี่พล เรื่องคาราโอเกะ ออนไลน์ คุยกันเล่นๆ เสริมปัญญา ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจไลน์มาถามส่วนตัว ว่าสนใจจะหาเอามาใช้ได้ยังไง แล้วที่ผมใช้อยู่ดีไหม?? เลยตอบไปว่าเดี๋ยวผมมาคุยให้ฟังในห้องรวมดีกว่า วันนี้ก่อนตามรอยพี่พลไปหัวหินก็ขอใช้เวลาเขียนเรื่องนี้ก่อน
  ขอตอบก่อนนะครับ คือ เรื่องนี้มีเยอะครับ ที่ใช้คำว่า karaoke แต่มีทั้งคาราโอเกะปลอมๆ ( เช่นเอาเพลงจากแผ่น cd ที่เขาขายกัน เอาเขามาใช้ก็เรียกว่าเป็น karaoke online แล้ว) จนถึงเป็นkaraoke ออนไลน์จริง ที่เขาเรียกออนไลน์เพราะ ไม่ต้องไปเอามาเก็บไว้หรอกครับแต่ให้เข้าไปแล้วก็ร้องอย่างเดียว จึงไม่ต้องเก็บไว้
  สอง  ผมไม่ได้มีเลยครับไม่เคยใช้บริการ ทั้งๆที่มันมีให้เห็นมาตั้งหลายปีแล้ว ผมก็ยังอยากจะไปร้องเพลงห้องเพลง อย่างที่เราไปเจอกันที่ชื่นสุขแบบทุกวันนี้นะครับ จะให้เหตุผลนะครับว่าทำไม?...
  คือ 1 การร้องเพลงออนไลน์เนียะ มีขึ้นมาเพื่อความสะดวกตราบใดที่ที่ตรงนันมี internet ต้องแรงสม่ำเสมอด้วยนะครับ ขนาดwifi ที่บ้านมันยังมาๆหายๆเลย คงนึกภาพออกนะครับ ร้องไปได้สองคำก็หยุดรอมันโหลด ร้องไปหยุดไปมันคงไม่สนุกแน่ๆ ยิ่งถ้าอยู่ข้างนอก สัญญานส่วนมากเป็นของ SIMมือถือ ยิ่งแย่กว่าเดิมอีก ยิ่งไปอยู่ไกลๆเสาสัญญาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
  2 ตอนนี้โปรแกรมที่เราใช้กันทั่วไปบนคอมฯ ของเรา ที่ทุกบ้านทุกคนมีอยู่แล้วนี่แหละครับเนียะ ดีที่สุดแล้ว ควบคุมเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะลด จะเพิ่ม เปลี่ยนเวอร์ชั่น แถมหาเพลงมาใส่เองก็ได้ มีโน๊ตบุ๊คเครื่องเดียว( ซึ่งเกือบทุกคนที่มีคอมฯ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใช้ตั้งโต๊ะกันแล้ว ใช้โน๊ตบุ๊คกันเกือบทุกคน ใช้ได้ทุกที่ ไม่ง้อ ไม่เปลืองสัญญาเน็ต สรุปว่าของเราเองมันดีกว่าสะดวกกว่า ไม่ต้องไปพึ่งออนไลน์
    3  เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมครับ การทำกิจกรรมเองคนเดียวไม่ว่าที่ไหน มันไม่มีความสุขหรอกครับ เหมือนเราซื้อเครื่องออกกำลังกายไว้ที่บ้าน แต่ไหงกลับเป็นที่ตากผ้าไป แต่กลับไปใช้บริการ ที่ฟิตเนตแทน เพราะทำคนเดียวร้องคนเดียวมันไม่สนุก ที่สำคัญไม่มีใครเป็นมอนิเตอร์ให้ คือคนฟังให้เรานะครับ ถ้าร้องผิดก็ยาวเลยแก้ยากด้วย
    
    ข้อสุดท้าย อันนี้สำคัญครับ การร้องเพลงเป็นสันทนาการ หาความสุขทางใจครับ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องมีการบริการครับ การบริการเป็นเสน่ห์ต้องใช้มนุษย์ครับถึงจะดีที่สุด เช่นถ้าใช้หุ่นยนต์เสริฟอาหารก็คงทำได้ แต่มันจืดชืด ไร้อารมณ์  ทีนี้หน้าที่การให้บริการก็ตกอยู่กับ DJ ของแต่ละที่ อันนี้เป็นศิลปเฉพาะตัว เลียนแบบกันไม่ได้ จะเห็นว่ามีห้องเพลงเกิดขึ้นมากมาย แต่ทำไมคนไปใช้บริการต่างกัน อันนี้ผมว่าสมาชิกทุกคนคงรู้คำตอบอยู่ในใจนะครับ มีเพลงเหมือนกัน อะไรๆก็เหมือนกัน แต่ต่างกันแน่ๆ และมีผลมากที่สุดคือ DJ หรือเจ้าของร้านแต่ละที่ครับ ไม่ต้องดูไกลหรอกครับ ดูห้องชื่นสุขนี่แหละ สมาชิกมากสุดแล้ว ไปร้องเพลงกันแบบสนุกสนาน ไปได้ทุกวันไม่มีเบื่อ แม้แต่รู้ว่าคนเยอะได้ร้องน้อยก็ไม่สนใจ เพราะไปเพราะได้เจอคนรู้ใจ เจอเพื่อน เจอพี่เจอน้อง ต้องดูเองเถอะครับว่าทำไมอยากไปที่นี่กัน เรื่องนี้ต้องแอบถามพี่พลดู ไม่ได้ไปเสียตังค์อย่างเดียวนะ ยังช่วยถ่าย VDO ให้ลูกค้าอีก ไปอยู่กันแบบพี่ๆน้องๆจริงๆ
    ห็นไหมครับว่า KARAOKE ออนไลน์มันไม่ WORK เพราะอะไร ผมว่าอยากซ้อมเพลงอะไร ก็เปิดเครื่องที่บ้าน เปิดเพลงที่จะซ้อม แล้วถ่ายVDOใส่เครื่องไว้ ออกข้างนอกว่างๆก็เปิดออกมาซ้อม เก่งแล้วก็ไปลองของจริงที่ชื่นสุขเลยดีกว่า..ไม่ต้องไปใช้ออนไลน์หรอกครับ..ดีไหมครับ..?  .. pjmong