ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุขจีนแผ่อิทธิพลเอเชีย-เสริมมั่นคงพลังงาน

นับตั้งแต่จีนเริ่มปฏิรูปและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ในปี 1978 เศรษฐกิจของประเทศก็ก้าวทะยานขึ้นมามีบทบาทสำคัญในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง และในปี 2010 จีนก็สามารถแซงหน้าญี่ปุ่น ขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐได้อย่างเต็มภาคภูมิ
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าการแผ่ขยายอิทธิพลของจีน จะยังไม่หยุดยั้งความยิ่งใหญ่เอาไว้เพียงแต่เท่านี้ เพราะล่าสุดรัฐวิสาหกิจของจีน ด้านการจัดการท่าเรือ ชื่อว่า “ไชน่าโอเวอร์ซี พอร์ต โฮลดิง” ได้เตรียมหวนกลับเข้าไปเทกโอเวอร์ และดำเนินงานบริหารท่าเรือน้ำลึก“กวาดาร์” ในประเทศปากีสถานอีกครั้ง หลังจากที่คณะรัฐมนตรีปากีสถานให้การอนุมัติการเปลี่ยนตัวบริษัทผู้ดูแลโครงการท่าเรือดัง จากเดิมที่เป็นของบริษัทพีเอสเออินเตอร์เนชันแนลจากสิงคโปร์ มาให้กับบริษัทจากจีนดังกล่าวแทนเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แม้การเข้าไปเทกโอเวอร์ท่าเรือยุทธศาสตร์ “กวาดาร์” ในปากีสถานของรัฐวิสาหกิจจากจีนดังกล่าวจะไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โต แต่ทว่าหากมองถึงความสำคัญและสิ่งที่จีนจะได้จากโครงการการลงทุนดังกล่าว ล่าสุดแล้วต้องยอมรับเลยว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญของแดนมังกรที่จะผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางทะเลในเร็วๆ นี้ สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง
เนื่องจากการได้มาซึ่งท่าเรือ “กวาดาร์” ในปากีสถาน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลอาหรับ และช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงมหาสมุทรอินเดีย ก็จะช่วยเอื้อประโยชน์แก่จีน ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน แถมยังช่วยลดต้นทุนและย่นระยะเวลาในการขนส่งน้ำมันและทรัพยากร ที่นำเข้ามาจากตะวันออกกลางและแอฟริกาได้เป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางเดิมต้องไปอ้อมไกลถึงช่องแคบมะละกาของสิงคโปร์
นอกจากนั้น ท่าเรือ “กวาดาร์” ยังจะเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการออกสู่ทะเลทางด้านตะวันตกให้กับจีนอีกด้วย ซึ่งจะถือเป็นการช่วยให้จีนสามารถเข้ามาขยายอิทธิพลในแถบเอเชียใต้ได้มากขึ้น
ปัจจุบันทะเลจีนด้านตะวันออกกำลังเผชิญทั้งปัญหาข้อพิพาทด้านพรมแดนกับหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่นและหมู่เกาะทะเลจีนใต้กับประเทศในอาเซียน ขณะที่สหรัฐก็ทำท่าว่าจะหันมาบีบและปิดล้อมจีนผ่านการสร้างพันธมิตรทางทหาร และฐานทัพทั่วทั้งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น ไล่ตั้งแต่ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงออสเตรเลีย
ดังนั้น การมีทางออกทะเลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจึงถือเป็นยุทธศาสตร์ทางการทหารและการเมืองที่สำคัญ ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังถูกปิดล้อมจากสหรัฐในเวลานี้
ถึงกระนั้นการขยายตัวทางด้านทะเลของจีนก็ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เพราะจีนยังให้การสนับสนุนเงินทุนและการพัฒนาท่าเรือในอีกหลายประเทศ ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลอีกด้วย ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกเรียกรวมว่าเป็น “สายสร้อยไข่มุก” ซึ่งมีศักยภาพและการวางยุทธศาสตร์ที่คล้ายคลึงกับการวางฐานทัพเรือของสหรัฐ โดยจะกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งเอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ ไปจนเกือบถึงตะวันออกกลาง
ไล่เรียงไปตั้งแต่โครงการก่อสร้างท่าเรือบก ลาชา ในประเทศเนปาล โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนทิเบต ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นงบที่จีนทุ่มงบลงทุนไปกว่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 406 ล้านบาท) ขณะที่เดียวกันก็มีรายงานด้วยว่า จีนกำลังสนใจที่จะเข้าไปลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกเกาะโซนาเดีย ในอ่าวเบงกอง ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 1.45 แสนล้านบาท) อีกด้วย และก่อนหน้านั้นไม่นานจีนก็เคยเข้าไปเสนอตัวว่าต้องการจะเข้าไปพัฒนาท่าเรือจิตตะกง ในประเทศดังกล่าวมาแล้ว
ขณะที่เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ท่าเรือน้ำลึกฮัมบันโตตาในประเทศศรีลังกา มูลค่ากว่า450 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ที่ได้มาจากจีนอีกเช่นกันก็เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไป และท่าเรือแห่งนี้ ก็ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์การเดินเรือระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกที่สำคัญมาก และมีเรือเข้าออกประมาณ300 ลำต่อวัน
ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังเป็นตัวการสำคัญในการส่งเสริมการก่อสร้างท่าเรือและท่อก๊าซในพม่า เมือง 2 เมืองท่าสำคัญอย่าง จ็อคเผี่ยว และสิตตะเว เพื่อใช้เป็นเส้นทางในการขนถ่ายก๊าซและน้ำมันที่ขุดเจาะได้จากชายฝั่งพม่า และที่ส่งมาจากแอฟริกาและตะวันออกกลาง เข้าสู่มณฑลยูนนานของจีนอีกทอดหนึ่ง ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค.นี้
หลังจากที่ได้รับทราบแผนการขยายอำนาจทางทะเลด้านตะวันตกตามยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกของจีนแล้ว เมื่อลองหันกลับมามองดูในภาพรวมเข้ากับแผนยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยใช้โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ที่เริ่มจากเมืองคุนหมิงทางตอนใต้ของจีน มายังลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ขณะที่อีกเส้นคือเชื่อมต่อมาทางพม่า ไทย และมุ่งสู่ปลายทางที่สิงคโปร์ มาปะติดปะต่อกันก็จะพบว่ายุทธศาสตร์การรุกของจีนก้าวนี้เป็นย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่มาก
เพราะนอกเหนือจากจีนจะได้ทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางการเมือง การทหารไปพร้อมๆ กันแล้ว ก็ยังจะเป็นการช่วยพัฒนาและกระจายความเจริญของประเทศจีนในภาคตะวันตก เช่น ในมณฑลซินเจียงและตอนใต้บางส่วนให้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังเป็นช่วงประจวบเหมาะกันกับการที่ผู้นำจีนคนใหม่กำลังหันมามุ่งเน้นการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างจีนทางภาคตะวันออกที่พัฒนาจนมั่งคั่งและรวยล้นฟ้า กับทางตะวันตกที่ยังจนไม่มีจะกินอย่างพอดิบพอดี
ฉะนั้น ก้าวเดินของพญามังกรจีน ต่อแต่นี้ไปจึงเป็นที่น่าจับตามองทุกฝีก้าวจริงๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น