วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

รถ 3 ล้อไฟฟ้าไทย

เผยแพร่:    โดย: ผู้จัดการออนไลน์




สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเผยสามล้อไฟฟ้าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของไทยภายใต้มาตรการ Physical Distancing หรือ การเว้นระยะห่างทางกายภาพ อีกทั้งยังช่วยลดภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็กทางอากาศ โดยทางสมาคมได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการช่วยผลักดันให้เกิดสังคมพลังงานสะอาดด้วยยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้คนเริ่มมีการใช้ชีวิตปกติวิถีใหม่ (New Normal) ภายใต้มาตรการ Physical Distancing เพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายภาคส่วนมีการปรับตัวให้สอดรับกับมาตรการนี้ ทางสมาคมฯ ได้เล็งเห็นว่า สามล้อไฟฟ้าก็เป็นอีกทางเลือกสำคัญทางเลือกหนึ่งในการให้บริการกับประชาชน เนื่องจากรถสามล้อไฟฟ้าเป็นรถสาธารณะที่มีอากาศถ่ายเท ทำให้ผู้ใช้บริการลดโอกาสความเสี่ยงในการรับละอองฝอยจากโรคที่ติดเชื้อด้วยทางเดินหายใจต่างๆได้ นอกจากนี้สามล้อไฟฟ้ายังช่วยลดมลพิษทางอากาศและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เหมาะกับการใช้เป็นรถสาธารณะนำร่องท่องเที่ยวในแบบของไทย เนื่องจากรถสามล้อเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่รู้จักกันไปทั่วโลกในชื่อตุ๊กตุ๊ก ซึ่งจะสามารถช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวรอบใหม่ ช่วงหลังการผ่อนคลายล็อกดาวน์ที่หลายธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเมื่อกลับมาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอีกครั้งเเละยังสามารถใช้สามล้อไฟฟ้าเป็นยานพาหนะทางเลือกในช่วง New Normal ได้








ส่วนในเรื่องประเด็นการจดทะเบียนสามล้อไฟฟ้าให้เป็นที่เเพร่หลายเเละเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆนั้น ที่ผ่านมาภาครัฐได้มีการกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยอันเนื่องจากสภาพทางกายภาพและลักษณะการใช้งานของรถยนต์สามล้อ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับพื้นที่ในการใช้งานและเหตุผลของการนำไปใช้งาน อย่างไรก็ตามเมื่อกลางปี พ.ศ. 2562 ทางสมาคมฯได้มีการจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าให้กับภาครัฐ 8 ข้อ รวมทั้งประเด็นของรถสามล้อไฟฟ้า ซึ่งภายหลังทางรัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าเเห่งชาติ นำโดยดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เเละ รศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เป็นหนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการชุดนี้ โดยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถสามล้อไฟฟ้าทางสมาคมฯได้จัดทำข้อเสนอกับทางกรมขนส่งทางบกในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้พิจารณามาตรการจดทะเบียนรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ารับจ้างและส่วนบุคคลได้อย่างเสรี โดยพิจารณายกเลิกประกาศกระทรวงคมนาคมฉบับที่ 9 พ.ศ. 2535 ข้อ 2 วรรค 1 ให้งดรับจดทะเบียนรถรับจ้างสามล้อและรถรับจ้างส่วนบุคคลในเขต กทม. และจังหวัดอื่นทุกจังหวัด รวมถึงส่งเสริมการใช้รถสามล้อไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป



ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา นำโดยนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า ดร. ยศพงษ์ ลออนวล เเละอุปนายกสมาคมฯฝ่ายวิชาการ ดร.ชนะ เยี่ยงกมลสิงห์ ได้นำรถยนต์สามล้อไฟฟ้าส่วนบุคคลที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว มาจัดแสดงและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับอธิบดีกรมขนส่งทางบก นายจิรุตม์ วิศาลจิตร เเละผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมขนส่งทางบก นายชีพ น้อมเศียร ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสมาคมฯ ในการสร้างระบบนิเวศด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

โดยทางสมาคมได้มีการพัฒนาสามล้อไฟฟ้าขึ้น จากสามล้อเครื่องยนต์ซึ่งได้รับการจดทะเบียนใหม่เป็นสามล้อส่วนบุคคลโดยกรมการขนส่งทางบก ภายใต้ชื่อ EVAT รุ่น Bangkok ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมานับตั้งเเต่ก่อตั้งสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า ได้ดำเนินการตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษ นอกจากนี้ทางสมาคมฯยังช่วยส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมการผลิต พัฒนาและวิจัยยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อีกทั้งทางสมาคมฯยังสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้มากขึ้น


รถ ev ในไทย

อ่านจบแล้วก็ถือได้ว่ามีความเคลื่อนไหวในวงการรถ EV บ้างครับ แต่ทำไมอ่านแล้วรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้เหมือนเดิม เป็นกำลังใจให้คนทำงานนะครับ 

ถ้าถามว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะได้ใช้รถ EV ที่คุณภาพดี ราคาเหมาะสมเมื่อไหร่ ก็คงต้องย้อนกลับไปถามอีกคำถามว่า แล้วอะไรเป็นอุปสรรคในการที่ทำให้รถ EV เกิดได้ในเมืองไทยล่ะ?

ฝากให้คิดนะครับ

ขอฝากกรุ๊ปนี้ไว้ในอ้อมใจและซอกไข่ทุกท่านครับ

EV Club Thailand Group

-------------------------------
จากบทสรุปผู้บริหาร เรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV EXECUTIVE SUMMARY) รายงานต่อคณะอนุกรรมาธิการยานยนต์ไฟฟ้า สภาผู้แทนราษฎร ชี้ถึงตัวแปรสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย คือ

1. การส่งเสริมสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ล่าสุดมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ
นโยบายและ ยุทธศาสตร์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ
2. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่าง อาเซียนและจีน (ASEAN - China Free Trade Agreement : ACFTA) ทำให้การนำเข้า EV และอุปกรณ์เสริมจากจีน = 0 %
3. คู่แข่งของไทยจากการผลิต EV ในประเทศต่างๆ เช่น จีนและในอาเชียนด้วยกัน
4. ประสิทธิภาพการผลิตกับราคาที่ต้องมีราคาต่ำ จากการผลิตจำนวนมาก (Economy of Scales)

ส่วนความเคลื่อนไหวที่สำคัญๆ ของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย (EV) (ระหว่าง ม.ค. – พ.ค. 2563)

1.คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ แจ้งหลังจากสิ้นสุดระยะที่กำหนดให้ยื่นขอ มาตรการส่งเสริมการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้วว่าจะมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มขึ้นอีก ในส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (มอเตอร์ไซด์ EV) ในขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการ ส่งเสริมร่วมกับเอกชน

2.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบในการส่งเสริมพื้นที่ติดตั้งสถานีอัด ประจุยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station Mapping) ให้ครอบคลุมพื้นที่ชุมชน สถานีบริการน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ถนนสายหลักระหว่างเมือง สำหรับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น หรือรองรับผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอื่น โดยให้ภาครัฐและเอกชนสามารถยื่นขอรับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ และมีผลการศึกษาให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบคงที่ ตลอดทั้งวัน มีค่าเท่ากับอัตราค่าพลังงานไฟฟ้า ช่วงเวลา Off Peak ของผู้ใช้ไฟฟ้าตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าปัจจุบันประเภท 2.2 กิจการขนาดเล็ก อัตราตามช่วงเวลา (Time Of Use (TOU) หรือเท่ากับ 2.6369 บาท ต่อหน่วย (สำหรับแรงดันไฟฟ้าน้อยกว่า 22 kV)

3.รัฐบาลญี่ปุ่น โดย Japan International Cooperation System (JICS) และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ร่วมส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานภาครัฐ และเป็นหลักชัยสำคัญในการวิจัย และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มีราคาค่าพลังงานต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมอบครุภัณฑ์รถยนต์ ไฟฟ้า EV จำนวน 7 คัน และสถานีชาร์จไฟ Normal/Quick Charger จำนวน 5 สถานี จากโครงการ Japan’s Non-Project Grant Aid for Provision of Next-Generation Vehicle (FY2014) ให้แก่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

4.บริษัท Mercedes Benz และ BMW ได้ฤกษ์ทำตลาด “อีวี” ในเมืองไทยใช้สิทธิ์ไม่เสียภาษี นำร่อง “จำนวนหนึ่ง” ของ บีโอไอ นำเข้า เบนซ์ “อีคิวซี” จากจีน ขายไตรมาส 3 ปีนี้ ส่วน “มินิ” ในเครือ
บีเอ็มดับเบิลยู เปิดตัว “คูเปอร์ เอสอี” แล้วได้โควตาล็อตแรก 20 คันจากอังกฤษ ก่อนปี 2565 มีแผนสั่งจากโรงงานผลิตแห่งใหม่ในจีน โดยไม่เสียภาษีนำเข้า

5.นิสสัน มอเตอร์ ปิดโรงงานอินโดนีเซียโยกงานมาไทย ผลิตรถยนต์หลายประเภท และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนผลิต 1 หมื่นล้านบาท ในโครงการรถยนต์ไฟฟ้า เปิดตัวด้วยลูกผสม นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ไทยเป็นประเทศแรกของโลก และเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากญี่ปุ่นที่ได้ผลิตเทคโนโลยีนี้ โดยยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน บวกเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์ (Inverter) มอเตอร์ไฟฟ้า (Electic motor) และแบตเตอรี่ ลิเทียมไอออน (Lithiumion battery)

6.GWM (Great Wall Motors) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ และเป็นผู้ผลิตรถยนต์ อเนกประสงค์ (SUV) และรถปิกอัพรายใหญ่ที่สุดของจีน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา GWM มีปริมาณการจำหน่ายในจีนเฉลี่ย 1 ล้านคันต่อปี ได้ตัดสินใจเข้าซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์ GM (General Motors) ประเทศไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนของโลก (Mega Trend) และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า โดยการลงทุนของ GWM มีขนาดกำลังการผลิตในระยะแรก 100,000 คันต่อปี เมื่อเทียบกับการผลิตของ GM ในปัจจุบันผลิตได้เพียง 50,000 คันต่อปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น และเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งเอเชียต่อไป

7.บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ (EA ) รถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิต MINE เรือไฟฟ้า และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EA Anywhere รุดหน้ามากขึ้นในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าโดยในช่วงไตรมาส 2/63 จะเริ่มทยอยส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 800 คัน จากยอดจองเดิมในช่วงปี 62 ที่มีประมาณ 3,500 คัน และคาดยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า ในปี 63 จะทำได้ประมาณ 5,000 คันตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนโครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เฟสแรก ขนาดกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) มูลค่าลงทุนประมาณ 5 พันล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่าง การดำเนินการแม้กำหนดการแล้วเสร็จจะล่าช้าไปจากแผนงานเดิมบ้าง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงไตรมาส 3 นี้ และเห็นว่ามีคู่แข่งเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้น

8. บ้านปูเน็กซ์ บริษัทลูกของบ้านปูฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาค
เอเชียแปซิฟิก นำศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้ามาต่อยอด พร้อมผนึกความร่วมมือกับ “ฮ้อปคาร์” (HAUPCAR) ผู้ให้บริการแบ่งปันรถยนต์ (Car Sharing) ผ่านแอปพลิเคชัน และ FOMM CORPORATION จัดทำโครงการในชื่อ “บ้านปูเน็กซ์ อีวี คาร์ แชริ่ง ฟอร์ แคริ่ง” (BanpuNext EV Car Sharing for Caring) โดยเฉพาะบริการให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในช่วงโควิด-19

9.สิงคโปร์เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในไทย Swag EV หรือ Supreme Wagon Automotive Group Electric Vehicle รถจักรยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แบบถอดได้ที่ สามารถเสียบเข้ากับเต้าไฟฟ้าได้โดยตรง

10.บริษัท เมทัลชีต (BM) เพิ่มสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า โดยรับจ้างผลิตชิ้นส่วนประกอบ รถยนต์ไฟฟ้าให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทยอยู่ ส่วนงานผลิตจำหน่ายรถสามล้อไฟฟ้า (ตุ๊กตุ๊ก) ปัจจุบัน ผลิตได้ 2 คันต่อวัน และเพิ่มกำลังการผลิตได้หากมีความต้องการเพิ่มขึ้น

11.บริษัทเอกชนแข่งกันผลิตและขายเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ EV ทั่วโลก และรุกคืบเข้าไทยเน้นแบบ ชาร์จได้เอง ไม่รอรัฐบาลและสถานีชาร์จทั่วไป บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ร่วมมือกับ บมจ. ปตท. (PTT) ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle Charger Station) หรือ EV Charger Station เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

12.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. ได้มีการ ริเริ่มโครงการวิจัยชุดรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ตั้งแต่ในปี 2553 ได้จัดทำโครงการการวิจัยและพัฒนาชุดประกอบ รถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือการดัดแปลง EV Kit & Blueprint project โดยตั้งเป้าหมายว่า คนไทยทุกคนจะสามารถดัดแปลงรถยนต์ ที่เติมน้ำมันดีเซลให้สามารถกลายเป็นรถไฟฟ้าที่มีต้นทุนไม่เกินคันละ 200,000 บาท ซึ่งราคานี้ไม่รวมแบตเตอรี่ อีกทั้งยังมีการจัดทำคู่มือดัดแปลง EV Kit & Blueprint project เพื่อมอบให้กับผู้ประกอบการรถยนต์ หรืออู่รถยนต์ ให้สามารถดัดแปลงรถยนต์น้ำมันดีเซลธรรมดากลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

ที่มา: บทสรุปผู้บริหาร เรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV EXECUTIVE SUMMARY)
โดย ดร. สมชาย สาโรวาท ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการยานยนต์ไฟฟ้า

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2563

โลกหยุดเพื่อรักษาตัวเอง

ชีวิตจริงก่อนนอน 
บันทึก ปีแห่งทศวรรษ
#โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดมา   อะไรที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ     ก็ได้เจอ ได้เห็น กันในคราวนี้แหละ     1.​ ปีที่ไม่มีสงกรานต์   
2.​ ไม่มีเช็งเม้ง    
3.​ เครื่องบินหยุดบินเกือบหมด     
4.​ ร้าน​  7 - 11​ ปิดตอนกลางคืน    
5.​  ผู้คนใส่หน้ากากเข้าหากัน   
6.​ ห้าง ผับ บาร์ ปิดทำการ   
7.​ ตลาดหุ้นติดเบรค
8.​ น้ำมันราคาเท่ากับเมื่อยี่สิบปีก่อน 
9.​ ถนนโล่ง   ไม่มีรถติด   
10.​ คนเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน
11.​ รถส่งอาหารวิ่งกันให้ขวัก  
12.​ ร้านอาหารไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง   
13.​ ธุรกิจหยุดนิ่งเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว 
14.​ หวยหยุดออก (ครั้งแรกในชีวิตเลย)   
15.​ เลื่อนแข่งโอลิมปิก
16. โรงหนังปิดไม่ฉายหนัง 
17. ร้านนวด สปา ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย ปิดบริการทั้งหมด    18.​ ติวเตอร์ เรียนพิเศษ หยุดเรียน 19.​ ปิดประเทศกันไปหลายประเทศ   20.​ ผู้คนทั่วโลก​ ล้มตายกันดังใบไม้ร่วง ฯลฯ

             โลกคงกำลังเยียวยาตัวเอง  ด้วยเครื่องมือที่เราเรียกว่า "ไวรัส"  ความก้าวหน้านับร้อยปีทางการแพทย์ ที่พัฒนาไปมาก  แต่จนปัจจุบัน  เรายังไม่สามารถ สร้างยา "ฆ่า" ไวรัสได้เลย  ทำได้แค่ยา "ต้าน"  ฤทธิ์มันไว้ ไม่ให้  แพร่ตัวเองมากขึ้นจนกว่า ภูมิต้านทานของร่างกาย  ทำงาน  จนไวรัสหมดฤทธิ์ไปเอง   เราเคยคิดว่าเราเจ๋ง  เราครองโลก  จนผลาญทรัพยากร ไปมากมาย โลกร้อนขึ้น  ขยะล้นโลก  ป่าไม้เหลือน้อยลง   ไมโครพลาสติกเต็มทะเล    อากาศย่ำแย่  โลกเต็มไปด้วยมลภาวะ    โลกคงบอบช้ำจนสุดจะทนแล้ว   เลยปล่อยเครื่องมือ  "ไวรัส"  ออกมาเพื่อ "หยุด"  ทุกกิจกรรม ที่ทำลายทำร้ายโลก     จนโลกเย็นลง  น้ำใสขึ้น   อากาศ ดีขึ้น จากการ  ลดการเดินทางของคน  เต่าขึ้นมาวางไข่  บนชายหาด ที่ว่างเปล่า  ปราศจากนักท่องเที่ยว  โลมา มาว่ายน้ำเล่นในคลองเวนิส     และเกิดการลดจำนวนประชากรที่มากมาย  เกินกว่าโลกจะรับไหว   หลังเหตุการณ์นี้ ผ่านไป  จะยังมีช็อคเวฟจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอีกระลอกใหญ่  ที่ต้องได้รับผลกระทบกันถ้วนทั่ว   ถ้ายังมีงานทำก็เกาะเอาไว้แน่น ๆ       และการล้างโลกครั้งนี้  จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน    หรือที่จริงแล้วมนุษย์เองที่คือ มะเร็งของโลก  และโลกกำลังฉีดคีโมอยู่   
ขอให้โชคดี
บันทึกไว้ ครั้งหนึ่งในชีวิต  4 เม.ย. 2020

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563

covic-19

   วันนี้แหงนหน้าทำฝ้าจนปวดคอ ลามมาปวดหัว เลยต้องพัก นอนประคบสมุนไพร (สุดยอดจริงๆ ซื้อทั้งเครื่องนวด ทั้งหมอนวด ทั้งยา เอาไม่อยู่ เจอสมุนไพรประคบร้อนถุงละ 900 อบร้อน 2 รอบ หัวอุ่นเลย)
  ขอเขียนโพสอ่านสนุกๆนะครับ
       ดูข่าวเรื่อง covic-19 แอบสงสัยว่า ทำไมประเทศด้อยพัตนาข้างเคียงบ้านเราทำไมไม่มีข่าวติดเชื้อ แต่ทำไมประเทศพัตนาแล้วที่ยุโรปกลับหนักหนาสากรรจ์ ความตายอยู่ใกล้อยู่ข้างหน้าตัวเองเพราะบางคนเห็นคนล้มตายไปต่อหน้า แล้วประเทศที่เจริญน้อยกว่าอย่างเอเซีย ทำไมมีติดเชื้อเหมือนกันแต่ควบคุมการตายได้ดีกว่า ทำไม.??อะไรคือความแตกต่าง..?? สิ่งที่ผมเห็นคือ..ทุกคนบนโลกใบนี้มีกิน  มีใช้  มีครอบครัว มีงาน มี...ทุกๆอย่างเหมือนๆกัน แต่ที่ต่างกันคือ..ความเจริญ ,ความศิวิไลย์ เมื่อมีความเจริญมากก็สังคมมาก ประเทศยากจน ร่างกายแข็งแกร่งกว่าภูมิต้านทานสูงกว่า ไม่มีงานสังสรรค์ ไม่มีห้างให้เดินมากนัก กินอยู่กับบ้านกับครอบครัว ไม่เดินทางมากมาย ไม่เจอคนเยอะแยะ 
  ปัจจัยเหล่านี้หรือเปล่าที่ทำให้คนในประเทศที่ยังไม่เจริญการแพร่เชื้อจึงยากกว่า 
   สังเกตุไหมว่าที่บ้านเรา การติดเชื้อที่ ตจว.จะน้อยกว่าในตัวเมือง..??
  เป็นไปได้ไหมว่า ประเทศยิ่งเจริญยิ่งสังคมมาก ร่วมวงสังสรรค์กันมาก พบปะกันมาก เจ้าไวรัสตัวนี้เหมือพระเจ้าสร้างขึ้นมากเพื่อใช้หยุดพฤติกรรมมนุษย์ที่ชอบสังคม ชอบทิ้งครอบครัวชอบกินนอกบ้าน และวัดความสามัคคี ความเสียสละ เห็นคนอื่นสำคัญมากกว่าหรือเท่าๆตัวเองของมนุษ์ เรียกว่าระวังตัวเอง หยุดเห็นแก่กินเห็นแก่เที่ยว หยุดใช้ชีวิตสบายๆ ทุกคนต้องใช้ชีวิตยากขึ้นก็ต้องยอมเสียสละ ไม่งั้นก็..ตายกันหมด..pjmong

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563

Avenger ตอน infinity war

  ผมใช้เวลาว่างๆนั่งคิดเรื่อยเปื่อย ถึงหนังเรื่อง Avenger ภาค infinity war  เนื้อเรื่องหลักๆของภาคนี้คือ เจ้าธานอส ตัวร้ายที่มีความสามารถสูงกว่าใครในจักรวาลขนาด เทพเจ้า ธอร์ของโลกเรา รวมตัวกับสุดยอดมนุษย์อีกมากมายยังสู้ไม่ได้ เจ้าตัวร้ายนี้ มีความคิดว่า สิ่งมีชีวิตในจักรวาลนี้มันมีมากเกินไป เสพทรัพยากร สร้างมลพิษทำลายกันเอง มันเลยคิดว่าด้วยความสามารถของมัน มันควรจะเป็นคนตัดสินใจยุบประชากรจักรวาลลงครึ่งนึง ด้วยการสุ่มให้หายไปครึ่งหนึ่งทั้งจักวาลด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
  ในหนังแสดงให้เห็นว่า เจ้าธานอสนี่มันทำเพราะหวังดีต่อจักรวาลจริงๆไม่ได้ทำเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูง เพราะมันทำสำเร็จมันก็แปรสภาพตัวเองไปเป็นชาวสวนชาวไร่ธรรมดาๆคนหนึ่ง
   ทีนี้ถ้ามานั่งคิดถึงเรื่องไวรัสตัวนี้ ถ้า...มีใครสักคนที่มีเชื้อต้นแบบอยู่ในมือ เกิดมีความคิดเลียนแบบเจ้าธานอสบ้าง  อยากเป็นคนจัดการโลกวุ่นๆใบนี้ และลดประชากรโลกลง ด้วยการปล่อยเชื้อ แต่ปรานีกว่าในหนังคือ ให้โอกาสมนุษย์คิดเอาเองว่าจะตายมากตายน้อย ใครจะตายใครจะอยู่ ถ้าไม่สามัคคีกัน เห็นแก่ตัว ไม่ระวังตัวเอง พาลไปแพร่เชื้อคนอื่นก็ตายกันมาก และมากขึ้นจนกว่าจะถึงจุดที่ทุกคนตระหนัก หันมาใส่ใจระวังตัวเองจนมันหยุดแพร่ เมื่อนั้นก็หยุดตาย...ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ดูแลสังคม...ช่วยโลกกันนะครับ...pjmong

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563

ซีเรียสโจ็ก..จากร้านกาแฟ

   วันนั้นไปนั่งกินกาแฟกับเพื่อนๆ คุยกันหนุกหนาน กันเรื่อง Covic-19 ระวังนั่นอย่างนั้น อย่างนี้ บล่าๆๆๆ...คุยเล่นกันไปๆมาๆ ผมก็เผลอพูดกับเพื่อนๆว่า มือเรานี่แหละตัวดี ที่ชอบไปจับเอาเชื้อมาติดที่นั่นติดที่นี่ พวกแกก่อนเข้าไปฉี่ในห้องน้ำ ก่อนจะจับของตัวเองนะอย่าลืมล้างมือกันนะ..!! คุยกันเฮฮา 
     มาวันนี้นั่งคิดๆดู เรื่องที่เราคุยสนุกเป็นเรื่องโจ๊ก มันกลายเป็นเรื่องจริงจังซีเรียสขึ้นมาแล้วดิ
  คิดๆดูแล้ว มันจริงนะ ..!! ผู้หญิงผมไม่ถนัด แต่ที่แน่ๆคือผู้ชาย เวลาทำภารกิจ ตรงนั้นมันช่องทางเข้าร่างกายเลยนะ  เอามือไปจับนะคิดบ้างไหมว่ามันติดเชื้อง่ายมากเลย เราควรล้างมือก่อนทำภารกิจด้วยการฆ่าเชื้อ ทำเสร็จก็ล้างอีกที ล้างก่อนเพื่อฆ่าเชื้อ ล้างหลังเพื่อความสะอาดของมือ 
     ขออีกสักเรื่องหนึ่งนะครับ..คือ..เมื่อวานไปนั่งทานที่ร้านอาหาร นั่งดูพนักงานเสริฟเวลาเสริฟน้ำเสริฟอาหาร มือพวกเธอจับแก้วคนนั้นแล้วมาเสริฟคนนี้  ถ้าลูกค้าสักคนมีเชื้อละก็..คงติดกันทั้งร้าน ผมเลยบอกเด็กเสริฟไปว่า ขอดูแลตัวเอง จะกลับเมื่อไหร่ ก็มาคิดตังค์ ให้ทิปเหมือนเดิม....pjmong

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563

เรื่อcovic-19

    สวัสดีครับ ..จาก pjmong ครับ เช้านี้ขออนุญาตร่วมด้วยช่วยสังคมอีกครั้งนะครับ .
 เมื่อคืนดูข่าว ไทยประกาศประเทศเสี่ยงเรื่องเชื้อไวรัสเพิ่มอีก 2 ประเทศคือ เยอรมันกับฝรั่งเศษ ..บนกระดานมีรายชื่อประเทศเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ แปลว่ามันไม่ถอยลงเลย กลับระบาดมากขึ้น  เมื่อไหร่มันจะจบ ? มันจะทำลายชีวิตและเศรษฐกิจของโลกไปอีกนานแค่ไหน? จีนดีขึ้นแต่ทั่วโลกแย่ลง จีนผลิตอะไร คนอื่นก็ไม่มีอารมณ์จะซื้อจะทำธุรกิจด้วยอยู่ดี เรื่อง covic-19 นี้พูดทุกวันก็ไม่น่าเบื่อนะครับ หันมายอมรับได้แล้วว่ามันอันตรายกับเรากับครอบครัวเรา และลุกลามไปได้มากมาย...ง่ายที่สุดคือ ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันดูแลตัวเองและคนในครอบครัวอย่าให้ติดเชื้อเท่านั้นก็พอ..
  เชื้อตัวนี้อันตรายที่สุดคือ ..""ลงไปทำลายปอด.."" ลงกระแสเลือดก็เคยมี ลงกระเพาะ ลงไปที่อื่นๆ น่าห่วงน้อยกว่าลงปอด 
  และเส้นทางลงปอดก็มีอยู่ไม่กี่ช่องหลักๆคือ ตา จมูก ปาก ..(ปากแผล ก็ต้องระวังนะครับ มันจะเข้ากระแสเลือด) แล้วอวัยวะอะไรละ?? ที่จะพามันมาถึงปากทางเข้าร่างกายเรา... ? ก็ ""มือ""  เรานี่ไง 
 จงเตือนย้ำกับตัวเองเสมอๆเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ต้องสัมผัสสิ่งของต่างๆที่คนอื่นต้องสัมผัสด้วย คิดๆ เตือนตัวเองไว้ว่า ...
  1. ช่วงนี้ฝึกหัด...""เป็นคนแขนด้วน แบบไม่อายใคร..""   แขนด้วนทั้งแขนยิ่งดี ข้อศอกไม่โดนอะไร เสี่ยงติดเชื้อน้อยที่สุด เพราะแขนและมือเป็นอวัยวะที่จะพาเชื้อมาให้เราหรือจากเราไปให้คนอื่นมากที่สุด ไม่สัมผัสวัตถุอะไรในที่สาธารณะ แม้แต่ข้อศอกก็ไม่ตั้งบนโต๊ะ (เหมือนคนแขนด้วนจริงๆนะ) เปิดประตูห้องน้ำ ไม่ใช้เท้าก็หันหลังใช้ก้นดัน มือถือใส่กระเป๋าอย่างเดียวเลย จะวางที่ไหนก็กระดาษทิทชู่รอง เงิน..ไม่สัมผัสตรงๆได้ไหม??คิดเอาเองว่าทำยังงัย? ถ้าจำเป็นต้องสัมผัส เสร็จกิจรีบล้างมือก่อนที่จะเผลอเอามือไปจิ้มปาก จมูก ตา 
2. อย่าอยู่ใกล้คนอื่นมากนัก กลัวพี่แกเผลอไอจามใส่หน้า 
 3. อันนี้สำคัญมากๆเลย คือที่ส่วนตัวเรา บ้าน รถ ต้องมั่นใจว่าปลอดเชื้อแน่นอน เพราะเราและคนในครอบครัวจะอยู่กับมันมากที่สุด ผลัดกันจับผลัดกันสัมผัส เท่ากับ ผลัดกันแพร่เชื้อมากที่สุดถ้าคนหนึ่งคนใดเอาเชื้อติดมาจากข้างนอก ดังนั้น จะไปไหนมาก็แล้วแต่ทุกคนต้องล้างมือฆ่าเชื้อก่อนขึ้นรถขับเข้าบ้าน หรือก่อนเข้าบ้านเสมอ 
 ...3 ข้อคิดนี้ โดยเฉพาะข้อที่ 1 ผมลองมา 2-3 วันเริ่มจะชินแล้ว เริ่มเข้าใจแล้วว่าคนพิการไม่มีแขนเขาใช้ชีวิตยังงัย??ลองฝึกสนุกๆนะครับ  ฝึกไว้และทำใจเถอะว่าเราอาจต้องฝึกใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนาน ทำให้ชินมันเสียเลยดีกว่า ถ้าทุกคนทำก็ไม่อายกัน ไม่มีใครว่ากลัวจน ""เว่อ ""     
    แค่นี้ก็มากพอ ที่จะช่วยกันสยบไอ้วายร้ายตัวนี้นะครับ...pjmong ..