วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

1.2 ชวนคุยเรื่องลีลาศ version 1.2 ประโยชน์ของการเต้นรำ 2

ชวนคุยเรื่องลีลาศ version 1.2
ข้อดีของการออกกำลังกายด้วยการลีลาศ
 เรามาคุยเรื่องกิจกรรมลีลาศให้ความสุขกับมนุษย์เรามากที่สุด กันดีกว่า   ที่ใช้คำว่ากิจกรรมไม่ใช้คำว่า “กีฬา” หรือ   “การออกกำลังกาย”  ก็เพราะคำว่า  “กิจกรรม” มันมีความหมายมากกว่าสองคำนี้ คำว่ากิจกรรม เป็นการรวมหลายๆความหมายไว้ในคำๆเดียว หมายถึง ออกกำลังสุขภาพ ทางจิต สุขภาพทางกาย พัตนาการทางสังคม บุคลิกภาพ  แต่ถ้าให้ความหมายเป็นกีฬา ก็จะดูจริงจังไปหน่อยสำหรับคนที่ต้องการทำกิจกรรมนี้  
   คราวนี้มาลองวิเคราะห์กันว่ากิจกรรมนี้ดีอย่างไร...??
--- ไปทานอาหารในร้านอาหาร ..ออกกำลังได้ ถ้าที่นั่นมีฟลอร์ไว้ให้
---ฝึกทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ฝึกให้ร่างกายทำงานหลายๆอย่าง ในเวลาเดียวกัน หูฟัง สมองรับข้อมูล ประมวลผล และสั่งการ ทั้ง มือและเท้า สมองได้สั่งการอะไรหลายๆอย่างแบบนี้ และได้ใช้จนถึงสังขารเดินไม่ไหว โอกาสเป็นอัลไซเมอร์ ก็ห่างไกล
---ฝึกให้เป็นคนมีจังหวะ  ( Rhythmic )  คนที่มี Rhythmic เวลาร้องเพลงจะไม่คล่อมจังหวะ เคยมีข้อวิจัยไว้ว่า คนที่มีจังหวะยิ่งมากยิ่งดี จะเป็นคนจัดระเบียบ จัดขั้นตอน เรียบเรียงข้อมูลในสมองได้ดีกว่า เมื่อสมองสามารถเก็บข้อมูลเป็นระบบ(คล้ายๆ Directory บนหน้าจอ computerนะครับ)
---เล่นกีฬาออกกำลังกาย   โดยไม่ต้องใส่ชุดกีฬา   ( จะเล่นแบตฯต้องแต่งชุดแบตฯ , จะเล่นบอลต้องแต่งชุดบอล )
---เล่นกีฬาออกกำลังกาย  โดยไม่ต้องไปสนามกีฬา (จะเล่นบาส  ต้องไปสามบาส ,  จะเล่นกอล์ฟ  ต้องไปสนามกอล์ฟ )  ขับรถผ่านที่ไหนมีฟลอร์ให้เต้นมีเพลงให้ร้อง  มีอาหารให้ทาน ก็แวะได้เลย
--- เป็นกีฬาที่    ไม่มีคู่ต่อสู้   ได้คะแนนจากฝีมือเราเอง  ( กีฬาหลายชนิดได้คะแนนจากเอาชนะคู่ต่อสู้ ในรูปแบบของกระดานจดแต้ม ) จึงไม่สร้างศัตรู
--- อยู่   ใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมกิจกรรม   เจอกันครั้งเดียวอาจรู้จักกันเลยก็ได้  เต้นรำอยู่บนฟลอร์เฉียดกันไปเฉียดกันมา  เดี๋ยวเดียวก็คุยกันแล้ว  ไม่เหมือนอยู่สนามกอล์ฟกว้างเป็นกิโลๆเห็นเพื่อนร่วมกิจกรรมอยู่หลุมโน้น...ห่างกันเป็นกิโลมองหายังไม่เห็นเลย
----ใช้กิจกรรมตัวนี้ได้ตั้งแต่อายุน้อยสุด-มากที่สุด  แสดงว่ามันอยู่กับเราได้นานที่สุดกว่ากีฬาชนิดอื่นๆ
----ออกกำลังกายได้เหงื่อโดยใช้พื้นที่น้อยมาก  เต้นลาตินเดินไปเดินมาติดต่อกันสักชั่วโมง  ถ้าเรายืดระยะออกไปทางยาวได้  สมมุติเต้นด้วยความเร็ว ประมาณ  10  กม./ชม.   ถ้าเราเต้นไปสักชั่วโมง เท่ากับเราวิ่งไปได้ 10  กม.  แล้วนะ
____ออกกำลังกายไปมีเพลงฟังไปด้วย จึงไม่รู้สึกว่าเหนื่อย บางคนฮัมเพลงตาม  ถึงเวลาอยากหัดร้องเพลง ปรากฎว่าหลายเพลงรัองได้ทั้งๆที่ไม่เคยฝึกเลย เพราะไม่รู้ตัวว่าตลอดการเต้นรำมา ฝึกมาโดยตลอดโดยไม่รู้ตัว (อันนี้เกิดกับตัวเอง)
       ข้อนี้ต้องระวังเหมือนกันสำหรับผู้สูงอายุที่เต้นรำเก่งๆ  โดยเฉพาะท่านชายที่ใครๆก็อยากเต้นด้วย  โอกาสได้นั่งพักไม่ค่อยมีเหนื่อยก็ไม่รู้ตัวเพราะสนุก  สาวๆมาขอเต้นรำด้วยกลัวจะเสียน้ำใจ (บางคนก็ชอบ ) ล้มกลางฟลอร์ให้เห็นมาแล้วหลายคน ทั้งชีวิตผมเห็นมาทั้งหมด  8  คน เสียชีวิต  6 คน เป็นอัมพฤต  2 คน ข้อนี้ท่านชายที่เต้นรำเก่งๆต้องระวังตัวเองอย่าสนุกจนเกินไป อย่าใจดีเกินไปให้หมั่นเตือนตัวเองไว้
___ฝึกกีฬาเต้นรำแล้ว  Smart     เวลาหัดเต้นรำถ้าไม่ยืนตัวตรงๆจุด  ศูนย์รวมน้ำหนักของร่างกาย  (CG  =  Central  Garvity ) ก็จะอยู่นอกลำตัวซึ่งจะทำให้  Balanceing (สมดุล ) เสียไป เต้นแล้วแกว่งเหนื่อยง่าย มีโอกาสล้มเป็นอันตรายและไม่สวยงาม   ข้อดีมีมากมาย  ผมเองเป็นนักกีฬามาตลอด  ตั้งแต่เป็นนักเทนนิสของกองทัพ  เป็นนักแบตฯ  เป็นนักวิ่งมาราธอนแข่งกีฬา  4  เหล่าทัพมาแล้ว   จนปัจจุบันอายุมากขึ้นวิ่งไปวิ่งมามากๆเดี๋ยวข้อเข่าเสื่อมต้องขอพักสำหรับกีฬาที่ต้องใช้ความเร็วมากๆ ( ก็เลยถือโอกาสประกาศเสียตรงนี้เลยว่า  ที่บ้านมีไม้เทนนิสอยู่หลายอันอยากบริจาคให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง  จะเป็นศูนย์ฝึกกีฬาที่ไหนถ้าต้องการโปรดบอกให้ทราบด้วย)   ตอนนี้เลยถอยมาเล่นกีฬาสำหรับ  สว.  (สูงวัย...) เพื่อนที่เล่นกอล์ฟด้วยกันเขาภูมิใจกันหนักหนาว่า  เขาเลือกกีฬาถูกเพราะจะเป็นกีฬาที่จะอยู่กับเขาไปนานที่สุด  โดยจะ เล่นกอล์ฟถึงอายุ  70 ผมเลยบอกเขาว่าลองมาเต้นรำซิ เต้นได้ถึงอายุ  80-85 เรียกว่าเลิกเต้นรำก็กับบ้านเก่าได้เลยไม่ต้องมารอนั่งเก้าอี้โยกรอเวลากลับบ้านเก่าอยู่ที่บ้าน   ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างมีดีก็ต้องมีเสีย  วิชาลีลาศก็มีข้อเสียเหมือนกันความจริงเป็นข้อเสียที่แก้ไขได้เมื่อไหร่จะแก้เท่านั้นเอง คือ ทำไมกีฬาชนิดนี้ต้องมีคู่ ทำคนเดียวเมื่อสะดวกไม่ได้หรือ???  
  อย่างหนึ่งที่ผมมองเห็นและคาใจผมมาตลอดแต่ไม่รู้จะไปบอกใครคือ  ผมสงสัยว่าทำไมวิชาลีลาศซึ่งปัจจุบันเราใช้หลักสูตรจากอังกฤษเป็นหลัก( I.S.T.D = Imperial  Society  of  Teachers  of  Dancing . I.D.T.A =  International  Dance  Teachers Association  WDSF = World  dance  Sport  foundation ) ทำไมออกแบบ”รูปสเต็ป” ( Figure ) และมีมาตรฐานสำหรับเต้นเป็นคู่อย่างเดียว  ทำไมไม่มีสำหรับเต้นคนเดียวบ้าง (SOLO)เหมือนจังหวะ  Salsa (Salsa มีหลักสูตร  ทั้งคู่   เดี่ยว  และ  ประเภททีม)  ในวงการเต้นรำคงจะคึกคักมากกว่านี้  ปัญหาผู้ชายน้อย  หรือหาคู่เต้นไม่ได้ก็จะไม่เกิด   ไม่มีคู่   ฉันไม่ง้อ  เต้นคนเดียวก็ได้  เคยเห็นมีบางท่านคงมีแนวความคิดแบบผม แต่คงรอมาตราฐานใหม่จากอังกฤษไม่ไหว ขืนรอคงตายก่อนได้เต้นรำ เลยเต้นคนเดียวเลย แต่กลับถูกมองว่า ”บ้า” แต่ในใจผมคิด ชื่นชมเธอนะครับ ว่าเธอแก้ปัญหาอยากเต้นรำแต่ไม่มีคู่เต้นด้วยการเต้นคนเดียว แต่น่าเสียดายที่คนไทยด้วยกันไม่เข้าใจ คนกล้าคิดกล้าทำแบบนี้ แทนที่เมืองไทยจะมีคนเต้นรำคนเดียวเยอะขึ้น แทนที่จะถูกว่าแล้วทำให้คนอื่นไม่กล้าทำตาม ไม่อย่างนั้นอาจจะได้เห็น พฤติกรรมการเต้นรำแบบไทยๆ คือลีลาศแบบ solo คนเดียวด้วย

ข้อเสียอีกประการหนึ่งที่เป็นตัวปัญหาใหญ่   ทำให้วงการเต้นรำของเราไม่คึกคักเท่าที่ควร   ผมเชื่อว่าหลายคนที่เคยพยายามจะเข้ามาในวงการเต้นรำมาแล้วแต่สุดท้ายก็ต้องถอยออกไปเพราะเจ้าอุปสรรคข้อนี้  ดีไม่ดีคนที่ยังอยู่ในวงการปัจจุบันนี้อาจเจอปัญหานี้  แล้วยังไม่พัฒนาไปได้เท่าที่ควรก็เพราะเจ้าปัญหาตัวนี้

ปัญหาตัวนี้คือ   มันเป็นกีฬาที่ต้องรู้ทฤษฏีมากกว่ากีฬาชนิดอื่นเยอะ(สำหรับท่านชายนะครับ จะหนักกว่าท่านผู้หญิงหลายเท่า เพราะต้องเรียนรู้ figure ,จังหวะ ,การนำ(lead) ฯลฯ   เยอะถึงขนาดผู้ชายบางคนถึงขนาดพูดว่า   “จะเรียนเต้นรำให้ดีได้  ให้ทำงานหาเงินล้านยังง่ายกว่า”   เป็นไงครับ  เพื่อนๆที่เต้นรำเก่งๆ  ทุกคนภูมิใจไหมครับว่ามีคนอีกมากมายอยากเต้นรำเก่ง  เหมือนท่านๆ แต่ไปไม่ถึงฝั่ง

 ดังที่กล่าวมาข้างต้นเมื่อการเต้นรำให้ประโยชน์ ให้แต่คุณ ก็ใช้มันให้มากที่สุด   รักมันให้เยอะๆ  มีความสุขที่อยู่กับมัน  และช่วยเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังจะถอยออกจากวงการเพราะสู้ไม่ไหวให้สู้ต่อไปในวงการของเราจะได้มีเพื่อนเยอะๆ...pjmong...

บทความดีๆ

ฝากไว้ดูแลตน..ค่ะ

เคยได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ว่า คนเกิดมาก็มาตัวเปล่า ตายแล้ว ก็เอาอะไรไปไม่ได้...

ต่อมา ได้ฟังคุณครูไม่ใหญ่เล่าในรร.อนุบาลฝันในฝันวิทยาว่า คนตายแล้ว ฝากข้อความมาถึงครอบครัว และญาติมิตร ทำให้รู้ว่า ที่ได้ยินได้ฟังมานั้น ถูกเฉพาะแค่กายหยาบ ที่เอาไปฌาปนกิจ แต่กายละเอียดที่ไปเกิด ไม่ได้ไปตัวเปล่า

สิ่งที่ติดตามตัว เมื่อตายไปแล้ว และติดตามตัว เมื่อกลับมาเกิด
มีอย่างน้อย 6 ประการ คือ

1.บุญ เกิดจากผลของการทำกรรมดี เช่น
การให้ทาน ทำให้มีโภคสมบัติ
รักษาศีล ทำให้รูปกายงดงาม แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน
การเจริญสมาธิภาวนา ทำให้มีปัญญามาก เป็นต้น

2.นิสัย เกิดจากการย้ำคิด ย้ำพูด และย้ำทำ จนติดเป็นนิสัย
ภาษาพระเรียกว่า "จริต" เช่น ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต ศรัทธาจริต พุทธจริต เป็นต้น

3.สายบุญ & ความผูกพัน
ฝ่ายบุญกุศล เช่น คู่บุญคู่บารมี
ฝ่ายบาปอกุศล เช่น คู่กรรมคู่เวร เป็นต้น

4.วิบากกรรม เกิดจากผลของการทำกรรมชั่ว เช่น
วิบากกรรมฆ่าสัตว์ ทำให้อายุสั้น
วิบากกรรมของความตระหนี่ ทำให้ลำบากยากจน
วิบากกรรมของการดื่มน้ำเมา ทำให้เป็นคนบ้า ปัญญาอ่อน เป็นต้น

5.ความเสื่อมนำไปสู่ความตาย เพราะสรรพสิ่งที่เกิดอยู่ในภพ ล้วนตกอยู่ในอำนาจของกฎไตรลักษณ์ คือ แปรปรวนไม่คงที่ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ทำให้สรรพสิ่งผุพัง ถ้าเป็นคนก็เกิด แก่ เจ็บ และตาย เป็นต้น
แม้ความเสื่อมจะติดตัวไป แต่ทำให้แก่ช้า หน้าอ่อน แข็งแรง อายุยืนได้

6.กิเลส เป็นธาตุละเอียดที่สกปรก นอนเนื่องอยู่ในใจของสรรพชีวิตมานาน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็น จึงตรัสแยกแยะกิเลสเป็น 3 ตระกูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น

ทั้ง 6 ประการนี้ เป็นอย่างน้อยที่ติดตามตัวไปเกิด มาเกิด

กำไรของชีวิตจึงอยู่ตรงที่ว่า แต่ละวันที่ผ่านไป จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่จะละสังขาร...

1. ถ้ามีบุญติดตัวไปได้มาก เป็นโอกาส มีบุญน้อย เป็นวิกฤต (อันตราย)

2. ถ้าฝึกนิสัยดีๆ ติดตัวไปได้มาก เป็นโอกาส มีนิสียไม่ดีติดตัวไป เป็นวิกฤต

3. มีความผูกพันกับคนมีบุญมากๆ เป็นโอกาส มีคนผูกพันกับคนพาล มีคนผูกเวรเป็นวิกฤต

4. มีวิบากกรรมชั่วมาก เป็นวิกฤต มีวิบากกรรมชั่วน้อย เป็นโอกาส

5. สั่งสมบุญที่ทำให้แก่ช้า หน้าอ่อน อายุยืน เช่น ให้อาหาร&น้ำ ให้เครื่องนุงห่ม

2 ชวนคุยเรื่องลีลาศ version 2

                                 ชวนคุยเรื่องลีลาศ version 3
          สวัสดีครับ ตั้งใจว่าจะคุยเรื่องนี้หลังจากคุยเรื่องอื่น แต่คงรอไม่ได้แล้ว เพราะลูกศิษย์เก่าๆที่เจอในวงการเต้นรำ และคนที่กำลังจะเรียนเต้นรำ ถามเรื่องนี้กันบ่อยมาก คือ คำถามที่ว่า "จะเรียนเต้นรำ ควรจะเรียนอะไรก่อนดี ระหว่าง Basic กับ figure (ลวดลาย)
  เรื่องนี้ เกือบ 100% ถ้าถามครูที่สอนเต้นรำเป็นอาชีพ ก็ต้องบอกเหมือนๆกันว่า เรียน basic ให้แน่นก่อน เอาให้ basic ให้สวยให้แน่นก่อนแล้วค่อยเรียน figure เพราะ ถ้า Basic ดี ต่อไปจะเรียนอะไรเพิ่ม ก็ง่าย เรื่องนี้มันก็จริง  เพราะถ้าไม่สวย ต่อไปนานๆจะแก้ก็ยาก  แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นเสมอไปหรือไม่ จากประสบการณ์ ที่สอนมามากแบบไม่เคยได้ตังค์  สอนเป็นวิทยาทาน เพราะอยากให้มีคนเต้นรำกันเยอะๆ ความรู้สึกถึงการสอนแบบเพื่อธุรกิจ จึงไม่เคยมี เคยไปสมัครเป็นสมาชิกที่ลูกศิษย์เราเองสอนอยู่ก็บ่อยครั้ง เพราะอยากได้ความรู้สึกการเป็นนักเรียน และรับรู้ปัญหาของผู้เรียนบ้าง จึงเข้าใจทั้งสถานะทั้งผู้เรียนและผู้สอน  ว่าฝ่ายไหนรู้สึกอย่างไร
   ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่าคำว่า  Basic สำหรับประสบการณ์ของผมนั้นต้องแยกให้ชัดเจน คือ basic พื้นฐาน  ที่ทุกคนที่จะเต้นรำต้องรู้และต้องทำได้ ทุกคน (เน้นว่าต้องเรียนรู้ให้เข้าใจและทำได้ทุกคน ถ้าจะเป็นนักเต้นรำต่อไป) ไม่ว่าจะเต้นเพื่อ วัตถุประสงค์ใดก็ตาม เพราะ Basic พื้นฐานนี้ เป็นสิ่งจำเป็นในการนำไปใช้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เช่น คู่เต้น หรือ ใช้พื้นที่ฟลอร์ร่วมกับผู้อื่น จะได้ไม่ทำให้ผู้อื่นเกิดอันตราย  เช่น รู้ pattern(รูปแบบการตีกลองที่เราฟังแล้วรู้ว่าเป็นจังหวะอะไร ,  รูปแบบมาตรฐานของการเต้น(foot action) ของจังหวะนั้นๆเป็นอย่างไร เช่น จังหวะ Waltz ก้าวเท้าตรง(หน้าหรือหลังก็ได้ ในบิทที่ 1 และชิดเท้าในบิทที่ 3 ของดนตรี  ซึ่งมีผลกับ ความปลอดภัยของเราเองและคู่เต้น เช่น กล้ามเนื้ออาจฉีกขาด เหยียบเท้าผู้อื่น เพราะเต้นไม่ตรงจังหวะกัน  )  พื้นฐานนี้ใช้เวลาไม่นานในการเรียนรู้ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้จะเต้นรำต้องเรียนรู้ทุกคน  
   ส่วน Basic อีกชนิดหนึ่งที่นำไปเรียกรวมกันกับ Basic ตัวแรก ขอเรียกว่า  Advance Basic  (เบสิกขั้นสูง ที่เรียนเพื่อความถูกต้องสวยงาม เป็นการปรับ ร่างกายและสรีระ ให้เตรียมพร้อม กับการเต้นรำที่สวยงาม ถูกต้อง และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น  ซึ่งเป็นไป ตามมาตรฐานที่ใช้ในการตัดสินในระดับสากล) (ขอเรียก Basic ขั้นสูง หรือ  Advance Basic ก็แล้วกัน) ซึ่งเป็นอันนี้ที่ หลายคนที่ต้องการเต้นรำเพียงแค่เข้าสังคม หลีกเลี่ยงจะเรียนมากที่สุด เพราะเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ จุกจิก ซ้ำซาก ใช้เวลานาน ว่ากันตั้งแต่การเคลื่อนไหว การวางตัว วางเท้า ตั้งแต่ปลายนิ้วหัวแม่เท้า( toe ) ไล่ขึ้นมาจนถึง การใช้ศีรษระ ( head action ลักษณะของศีรษระขณะเต้นรำ  ,Head Weigh =การใช้ นน.ศีรษระในการเต้นรำ) เรียกว่า จับดัดกันทั้งตัวเลย  จนบางคน ทนไม่ไหวเลิกเรียนไป ขาดโอกาสเข้ามาวงการเต้นรำไปเลย  สำหรับผมแล้ว เรื่องนี้มีความสำคัญที่จะเรียนแค่ไหน ?? ตอบว่า ..ถ้าต้องการเป็นคนเต้นรำสวย เอาไปเต้นโชว์ เต้นแข่งในอนาคต หรือต้องการพัตนาถึงขั้นสูงๆต่อไป และมีเวลา มีความอดทน และมีตังค์ที่จะต้องเรียนขั้นนี้นานๆ  จนรู้สึกว่าไม่ขยับไปไหนเป็นเดือนๆ
  ก็ควรจะเรียนครับ แต่ถ้าไม่คิดจะพัตนาขนาดนั้น เต้นแค่สนุกๆ เข้าสังคมกับเพื่อนๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนครับ ดีกว่าพยายามจะเรียนแต่สุดท้ายทนไม่ไหว ออกจากวงการไป
   เมื่อเข้าใจกันดีแล้วว่า คำว่า Basic นั้นควรแยกออกเป็นสองชนิด คือBasic พื้นฐาน ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ทุกคน และ Basic ขั้นสูง (Advace Basic )เพื่อให้เต้น ถูกต้อง สวยงาม (ตามมาตรฐานที่อังกฤษ ต้นตำรับที่เขากำหนดมา) ซึ่งได้กล่าวแล้วว่า  ข้อนี้ไม่ขอใช้คำว่า"ต้องเรียน"เสมอไป ท่านทราบหรือไม่ว่า คนเต้นรำส่วนมากในสังคมเรา เต้นกันสนุกๆนั้นไม่ได้ผ่าน course เรียน  Advance Basic นี้มา แต่ก็เต้นกันได้มากมาย  และมีความสุขกันได้
   แต่ถ้าจะถามว่า การเต้นรำที่ไม่ได้เรียน Advance  Basic มามากนัก จะมีข้อเสียอะไรไหม  ตอบได้ครับว่า มีแน่นอน คือ ถ้าเต้นเก่งๆเข้าไปในวงการนานๆแล้ว เราจะพัตนาขึ้นไปเต้นลวดลาย(figure)ระดับสูงขึ้น ประมาณ ระดับ gold ขึ้นไปถึง ระดับ Advance จะเต้นยากครับ อาจเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อ กระดูกและเอ็น  เพราะร่างกายไม่ได้ถูกฝึกซ้อม หรือปรับสภาพมาให้รองรับกับ figure สูงๆได้ ฝืนทำไปนอกจากอาจก่อให้เกิดอันตรายแล้ว จะดูไม่สวยงาม ผิดธรรมชาติอีกด้วย
   บางท่านอาจถามว่า แล้วเรียนเพื่อใช้งานได้ก่อนเก่งแล้วค่อยกลับมาปรับ สรีระร่างกายใหม่เพื่อเตรียมพัตนาขึ้นไป ได้หรือไม่  ตอบว่าก็ได้ครับ แต่การสร้างใหม่ย่อมง่ายกว่าริ้อของเก่าแล้วทำใหม่ใช่ไหมครับ..??
   ถึงตรงนี้แล้ว ท่านที่มีแผนกำลังจะเข้าวงการเต้นรำ เพราะไม่อยากเป็นผู้ชมต่อไปแล้ว อยากมาเป็นผู้เต้นเองบนฟลอร์บ้างแล้ว พอจะใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจได้นะครับ...pjmong...(pjshopcenter.blogspot.com)

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

ญี่ปุ่นวิจารย์ไทยเรื่องนิสัยคนไทย

แรงนะ......ญี่ปุ่นวิจารณ์ไทย.....แต่เป็นเรื่องจริง.......
วันนี้มาดูญี่ปุ่นวิจารณ์ไทยกันบ้าง อ่านแล้วแสบทั้งไส้และทั้งทรวงเลย....
เห็นทีคนไทยต้องกลับมาพิจารณาตนเองครั้งใหญ่แล้วครับ
  ==============
นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ
(Japan External Trade Organization,Bangkok : JETRO Bangkok)
ระบุว่า  ไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุน เหมือนที่ผ่านมาในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยได้แสดงทรรศนะถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ
1.คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก
โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภท มือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็นธุรกิจการเมืองธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติ ล้าหลังไปเรื่อยๆ
2.การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ  ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง
จึงตามหลังชาติอื่น คนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เพื่อโอกาสที่ดีกว่า
  3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ  น้อยคนนักที่จะทำงาน แบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน
มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน
4.ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ
ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับ สัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
เพราะหมายถึง ความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อย ๆ
5.การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล
จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
6.การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการ ไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก
ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน
  7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงินโดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูก แล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
8.เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับ ผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่ต้องเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน
9.ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือ ในเวทีการค้าระดับโลกยังขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดีทำให้สู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะการเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูก ช่วยตัวเอง ไม่กระตือรือร้น ในการช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเองและไม่สอนให้สำนึกผิดชอบต่อสังคม
-------!!!
แรงมากครับ และยอมรับทุกข้อ
คำถามคือ..แล้วเราจะ เริ่มต้นแก้ไขกันอย่างไรดีครับ เป็นหน้าที่คนไทยทุกคนนะครับ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

1G-4G

่ขอนำเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ มาแชร์กับเพื่อนที่สนใจ.     4G คืออะไร?

          4G คือชื่อที่ใช้เรียกแทนยุคที่ 4 ข องเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ โดยตัวอักษร G นั้นย่อมาจาก Generation ที่แปลว่ายุคสมัย ซึ่งก่อนหน้านี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ 1G, 2G และ 3G ที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้กันในปัจจุบัน สำหรับความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคมีดังนี้

          1G = ยุคเริ่มต้นของโทรศัพท์มือถือ ใช้สัญญาณแบบอนาล็อกล้วน ๆ โทรคุยกันได้อย่างเดียว

          2G = ยุคที่โทรศัพท์มือถือเริ่มมีการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล เริ่มมีการส่งข้อความ SMS หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีอย่าง GPRS และ EDGE ได้

          3G = ยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสมาร์ทโฟนอย่างเต็มรูปแบบ สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยีอย่าง HSPA (หรือที่เราเห็นไอคอน H บนจอมือถือ)

          4G = ยุคล่าสุดที่เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี LTE ซึ่งทำให้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วที่สูงกว่า 3G หลายเท่าตัว

           ทั้งนี้แท้จริงแล้วในแต่ละยุคจะมีการพัฒนาแบบย่อย ๆ อีกมากมาย เช่น 2.5G 2.75G, 3.5G, 3.75G, 3.9G ซึ่งจะมีเทคโนโลยีที่ค่อนข้างหลากหลายกันออกไป

4G ดีกว่า 3G อย่างไร ?

          จุดเด่นหลัก ๆ ที่ 4G ดีกว่า 3G ก็คือความเร็วอินเทอร์เน็ต โดย 3G จะมีความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 200kbit/s หรือ 0.2Mbit/s ส่วน 4G จะมีความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 100Mbit/s ทั้งนี้ความเร็วอินเทอรฺ์เน็ตไม่ว่าจะเป็น 3G หรือ 4G ล้วนขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ, แพ็กเกจที่ใช้ รวมทั้งจำนวนคนที่ใช้งานในพื้นที่และช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบความเร็วตามแต่ละรูปแบบการใช้งานโดยประมาณได้ดังนี้

โหลดเกมขนาด 20MB

          - 3G ใช้เวลา 3 นาที
          - 4G ใช้เวลา 25 วินาที

สตรีมเพลง

          - 3G ใช้เวลา 10 วินาที
          - 4G ใช้เวลา 1 วินาที

สตรีมวิดีโอ SD

          - 3G ใช้เวลา 20 วินาที
          - 4G ใช้เวลา 1 วินาที

สตรีมวิดีโอ HD

          - 3G ใช้เวลา 1-5 นาที
          - 4G ใช้เวลา 30 วินาที

อัพโหลดรูปภาพ

          - 3G ใช้เวลา 25 วินาที
          - 4G ใช้เวลา 1 วินาที

อยากใช้ 4G ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

          การจะใช้งาน 4G นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มีอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่รองรับ 4G หรือ LTE และเปิดใช้งานแพ็กเกจ 4G ของเครือข่ายที่มีให้บริการ เท่านี้ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับอินเทอร์เน็ตความเร็วระดับ 4G ได้แล้ว

(W(Wow)ล้วก็มาถึงยุค  5G..
����������
ระบบ 5G
วันนี้ผมเลยขอชวนท่านผู้อ่านไปคุยเรื่อง “โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 5G” กันดีกว่า เพราะวันนี้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในโลกก้าวหน้าไปมาก จนระบบ 3G ของไทยที่มีความเร็วแค่ 2.5G กลายเป็นระบบที่ล้าหลังไปแล้ว

ผมจะเล่าถึงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของ ระบบ 5G ที่เหนือกว่า ระบบ 4G ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพิ่งจะไฟเขียวให้ กสทช. เปิดประมูลในช่วงปลายปีนี้ ผมเชื่อว่า ระบบ 4G แบบไทยๆ เมื่อประมูลเสร็จ สร้างเครือข่ายเสร็จ เปิดใช้บริการได้ ก็กลายเป็นระบบที่ล้าหลังไปทันที เหมือนระบบ 3G ในปัจจุบัน

จากการติดตามข่าวล่าสุด ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก จนใกล้จะบรรลุถึง “ขั้นเทพ” แล้ว

ตอนที่ ค่ายมือถือซัมซุงเกาหลีใต้ ทดลองโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 5G ที่มีความเร็วสูงถึง 1 กิ๊กต่อวินาที เมื่อปี 2013 ก็สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก เพราะสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์ระบบ HD ความคมชัดสูงทั้งเรื่องได้ในเวลาเพียง 30 วินาที

แต่ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G วันนี้ ได้พัฒนาความเร็วขึ้นไปถึง 800 กิ๊กต่อวินาทีแล้ว มีความเร็วมากกว่าระบบ 5G ของซัมซุงถึง 100เท่า

ด้วยความเร็วที่ 800 กิ๊กต่อวินาที โทรศัพท์ระบบ 5G สามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์ระบบ HD ความคมชัดสูงได้ถึง 33 เรื่องภายในเวลาเพียง 1 วินาทีเท่านั้น จนนักวิจัยชักเป็นห่วงว่าจะมีมนุษย์ที่ไหนต้องการดาวน์โหลดอะไรรวดเร็วมากมายขนาดนั้น

แต่ก็คาดกันว่า ภายในปี 2020 อีก 5 ปีข้างหน้า โลกจะเข้าสู่ยุค Internet of Things ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจะเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ภายในปี 2020 จะมีเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดกว่า 50,000–100,000 ล้านเครื่อง เชื่อมต่อสื่อสารกันทางอินเตอร์เน็ต การเชื่อมต่อเหล่านี้จะสื่อสารกันด้วยคลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน

นี่คือยุคที่เรียกว่า Internet of Things อย่างแท้จริง

เครือข่ายระบบ 5G จะไม่ใช้คลื่นโทรศัพท์มือถือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่จะใช้ “คลื่นความถีวิทยุ” หรือ Radio Spectrum ทำให้อยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน โดยมี ITU สหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ เป็นผู้กำกับดูแลจัดสรรการใช้คลื่น แต่ละคลื่นความถี่จะมีระบบการสื่อสารที่แตกต่างกัน เช่น คลื่นวิทยุการบิน คลื่นวิทยุทางทะเล คลื่นวิทยุโทรทัศน์ คลื่นการส่งข้อมูลเคลื่อนที่ เป็นต้น

ปัจจุบันคลื่นความถี่วิทยุกลายเป็นของที่ไม่มีค่า แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้น คลื่นความถี่วิทยุจะถูกบีบให้เป็นช่องที่มีความถี่แตกต่างกัน เพื่อการสื่อสารที่แตกต่างกัน

เวลานี้ หัวเหว่ย บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จีนกำลังวางแผนใช้ 5G กับรถยนต์ที่ไม่ต้องใช้คนขับ ให้สามารถสื่อสารกันเองได้ และสื่อสารกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่ขับผ่านได้ ด้วยความเร็วของ 5G ทำให้แพทย์สามารถทำการผ่าตัดทางไกลด้วยการสื่อสารกับหุ่นยนต์ผ่าตัดที่ความเร็ว 50 เท่าของความเร็ว 4G เพื่อไม่ให้มีการผิดพลาด

ค่ายมือถือซัมซุง กำลังวางแผนจะทดลองใช้ระบบ 5Gในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2018 และ ค่ายมือถือหัวเหว่ย ก็วางแผนจะเปิดตัวระบบ 5G ในการแข่งขันฟุตบอล World Cup 2018 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

นี่คือ ความมหัศจรรย์ของ Mobile Network 5G ทีย่กำลังจะมาถึงในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า เลยขอเอามาเล่าสู่กันฟังล่วงหน้าเพลินๆไปก่อน..!!