วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ผลไม้ไทยสู่ระดับโลก

วันที่ 31 ม.ค. 61

การสัมมนา เรื่อง "ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกได้อย่างไร" ณ ศร.3 ม.เกษตร บางเขน

บรรยายพิเศษเรื่อง "การขับเคลื่อนไทยให้เป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลก" โดย คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พานิชย์
-  ก.พานิชย์ร่วมกับก. เกษตร จะทำยุทธศาสตร์ผลไม้แห่งประเทศไทยเสนอครม. สัปดาห์หน้า
- ประเทศไทยน่าจะเป็นมหานครผลไม้ของโลก ปัญหา คือ ไทยยังคงขายในเชิงปริมาณ (ส่งออก / ขาย ไปเท่าไหร่) ต้องจัดการ supply คนกลางจึงคุมราคาได้ และวงจรนี้ยังวนเวียน ดังนั้นจึงมีแนวคิดแบ่งออกเป็น 4 อย่าง
1. พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้เมืองร้อนสดและแปรรูปให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
1.1 ทุเรียนสด - ขายเป็น mass เราไม่มี Brand ต้องจัดทำ premium grade และทำให้ต่างประเทศยอมรับและขายแพง และทำ Brand ดังเช่นทุเรียนของมาเลย์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ / ทุเรียนที่ตกเกรด ต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น โดยการทำ packaging / ก.พานิชย์จะดูตัวเลขและช่วยเรื่องการส่งออกทุเรียน premium
1.2 ทุเรียนแปรรูป - แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น น้ำลำไยเข้มข้นจากงานวิจัยของมช.

2. สนับสนุมการพัฒนาสมรรถนะด้านการเงินของผู้ประกอบการค้าผลไม้ไทย
- ทำนโยบายให้ไทยเป็น Trading nation และสามารถกำหนดกลไกราคาผลไม้ของโลก เช่น รับซื้อผลไม้จากปท.เพื่อนบ้านและนำมาจำหน่ายผ่านช่องทางที่ไทย

3. สร้างและพัฒนาช่องทางการจำหน่ายและกระจายผลไม้ไทยให้มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
- หาวิธีเก็บผลไม้สดให้ได้นาน / ห้องเย็นผลผลิตทางการเกษตร
- จับคู่ค้าร่วมระหว่างไทย-จีน (ทางจีนจะนำเข้าได้ต้องมี import lisence) เป้าหมายเข้าหมิงเสียน 40% และหนานหนิง (เป็นเมืองจุดตัดรถไฟ ทางเรือและอากาศของจีน) ตอนนี้จากไทยใช้เวลา 1.5 วันทางรถไปจีน / ไทย-จีน คัดธุรกิจที่ไว้ใจได้ทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมธุรกิจกัน (Business partner) หากส่ง raw mat ไปแปรรูปที่หนานหนิงได้ สามารถกระจายสินค้าขายในจีนได้ทั้งประเทศ

4. ประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้เมืองร้อนของไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาด
- สร้าง Thailand Brand เช่น เมื่อ 30 ปีก่อน ไต้หวัน เป็นเจ้าพ่อการผลิตของโลกแต่ไม่สร้าง Brand ของตัวเอง ปัจจุบันแพ้ประเทศอื่น เช่น จีน ไปแล้ว ตัวอย่าง ทำกล้วยน้ำว้าตากส่งออก (ม.นเรศวรกำลังพัฒนาการเก็บรักษาให้นานเกิน 6 เดือนและไม่ดำ)

เสวนาเรื่อง "ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกได้อย่างไร"
ดำเนินการโดย คุณเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหการเกษตน
- การขับเคลื่อนการทำ Thai Gap เพื่อการส่งออก
- 1. คุณโอฬาร พิทักษ์ ทึ่ปรึกษาตลาดไทย กล่าวถึงหัวข้อย่อย ดังนี้
1.1 ความเป็นไปได้ - Tripical exotic fruits ต้องการภูมิประเทศที่เหมาะสมในการเติบโต (Micro climate ที่เจาะจง) ซึ่งไทยเหมาะสม / คุณภาพและรสชาติ ไทยดี / ประสบการณ์ ไทยมี / ตลาด คนกินอยู่ฝั่งเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ตลาดฝั่งยุโรปและอเมริกาพอมีโอกาส ปัญหา คือ พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่คุ้นและคุณภาพ / อัตราการบริโภคและการพัฒนาการเก็บรักษาดีขึ้น / คู่แข่ง - บางประเทศมีภัยธรรมชาติ ไทยยังมีน้อย / อัตราเติบโตของตลาดสูง / สรุป มีโอกาสสูง
1.2 ทำอย่างไร - เปลี่ยนหลักการคิด เราไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง รู้เขารู้เราและรู้ให้จริง ตลาดมีการรับรู้และเปลี่ยนแปลงเร็ว
1.3 อุปสรรค- การรวมตัวของเกษตรกรและหน่วยงานของภาครัฐทำได้ยาก
ยุทธศาสตร์ = นโยบายของรัฐ
แนวทางแก้ไขเพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย
- องค์ความรู้ของคน
- การจัดการ
- การตลาด - สร้างพันธมิตรทางการค้า

- 2. คุณชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธาน หอการค้าไทย กล่าวถึงหัวข้อย่อย ดังนี้
        ทำอย่างไร - ทำ Market place
2.1 ผลผลิตต้องมีมาตรฐาน คุณภาพและความปลอดภัย
2.2 Logistic บริหารตั้งแต่ต้นทาง คือ สวนและฟาร์มของเกษตรกร รวบรวมสินค้า ขนส่ง ไปสู่ปลายทาง ซึ่งศูนย์กลางตลาดกลางของไทยยังไม่ประสบผลสำเร็จ / ผลไม้อายุสั้น ต้องหาวิธีการเก็บรักษาให้ได้นานและการย่นระยะเวลาการขนส่ง
2.3 SPS (กฏระเบียบและสุขอนามัย) - ทำไงให้สินค้าส่งผ่านได้สะดวกและถูกต้อง
2.4 บุคลากรภาคเกษตร- ต้องส่งเสริมแนวคิดผลิตสินค้ามาตรฐาน ถ้าเกษตรกรไม่รวมตัว Hub ไม่เกิด ซึ่งระบบสหกรณ์อาจช่วยได้แต่ต้องพัฒนาระบบและองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรทั้งรุ่นเก่าและใหม่
       อุปสรรค
- ประเทศไทยไม่เอาความจริงมาแก้ไขปัญหา / คนไทยทุกคนควรร่วมกันแก้ไข
- ทำไมเนเธอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางทางเกษตรของยุโรปได้? ต้นทางแม้ไปปลูกที่ประเทศใกล้เคียงแต่เค้าใช้ระบบและมาตรฐานเดียวกัน ไทยอาจใช้ model ของเค้าในการพัฒนา
- ความสบายในชีวิตทำให้เราไม่กระตือรือล้นจนทำให้เราไม่พัฒนา

- 3. คุณปราโมช ร่วมสุข ประธานสถาบันทุเรียนไทย กล่าวถึงหัวข้อย่อย ดังนี้
       อุปสรรค
3.1 คน - ขาดแคลนแรงงาน ไทยควรสร้างคนรุ่นใหม่
3.2 กฎหมาย - ต้องปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกัน เช่น มะม่วงส่งออก ก.เกษตรตรวจ แต่มะม่วงนำเข้า ก.สาธารณสุขตรวจ ซึ่งมันไม่สอดคล้องกัน
3.3 การสร้างเครื่องไม้เครื่องมือ เช่น รถพ่นสารในสวน มือ 1 แพงมาก
3.4 การเพิ่มมูลค่า เช่น 0 waste (การสูญเสียเป็น 0)
3.5 กับดัก - หลงเงาตัวเอง/ หลงภารกิจ/ นโยบาย - ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี ไม่มีเกี่ยวกับภาคเกษตรเท่าที่ควร ไทยนิยมยั่งยืน/ Social media ไม่มีการควบคุมให้เหมาะสม
เพิ่มเติม
- Thai GAP ต้องการคนขับเคลื่อน (ต้นทุนประมาณ 6 หมื่นบาทต่อแปลง แต่เกษตรกรบอกว่าถ้าทำแล้วขายได้ราคาเดิมทำไปทำไม)
- แม้มี Thai GAP แล้วแต่ส่งออกไม่ได้เพราะ ไม่มี DOA GAP (ใครสนใจเรื่อง Thai GAP ติดต่อ สหกรณ์ท่าใหม่ โดย สวทช. ช่วย 50%)
- การหาเจ้าภาพในแต่ละชนิดผลไม้ เช่น มก. ดูทุเรียน มข. ดูมังคุด มช. ดูเงาะ เป็นต้น
- Thai GAP นั้น มกอช. ทำแต่ DOA ไม่รับเลยส่งออกไม่ได้ ตอนนี้รอแก้ไขประกาศ (ตั้งแต่พ.ย. 60)
- ตลาด ไม่มีมาตรการในการควบคุมคนต่างชาติที่เข้ามาเหมาผลไม้ไทยแล้วส่งออก ควรขึ้นทะเบียน

สรุป เราจะทำสำเร็จได้ต้องหาเจ้าภาพ (ผู้รับผิดชอบ) ให้เจอ
หมายเหตุ:
- ปี 2549 มีการโค่นทุเรียนเพื่อปลูกยาง จึงเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดคณะกรรมการการบริหารผลไม้
- จีน มีการรวมตัวตั้ง AQIS  และการทำ SPS และแนวโน้มต่อไปผลไม้ที่นำเข้าจีนต้องผ่านการทำ Vapor Heat Treatment ซึ่งไทยยังไม่มี

Q&A

พักกลางวัน

สัมมนาเรื่อง "เจาะลึกตลาด เพิ่มโอกาสส่งออกผลไม้ไทย"

มะม่วง
(-)ญี่ปุ่นต้องการนำเข้ามะม่วงจากไทย ซึ่งต้องผ่านการอบไอน้ำก่อน พันธุ์ที่นิยม คือ มะม่วงน้ำดอกไม้พันธุ์สีทอง มหาชนก
(-)การนำเข้านั้นผ่านบริษัทตัวแทน ข้อดี Royalty สูง แต่ต้องได้มาตรฐานตามที่ตกลงกัน ล่าสุดมีกำหนดสารเคมีตกค้างทั้งชนิดและปริมาณในมะม่วงที่นำเข้า เกษตรกรต้องปรับตัว
(-)คนญี่ปุ่นกินจะซื้อเป็นลูก ไม่ชั่งกิโลแบบไทย ขนาดที่นิยมที่สุด คือ ขนาด3 ลูก/ กิโล ช่วงที่ขายดี คือ ช่วงที่ขายดีที่สุด คือ อากาศอุ่นๆ ซึ่งคือ มี.ค.-พ.ค. ของทุกปี เราต้องทำการคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้าเพื่อใช้ต่อรองราคาอย่างน้อยๆ 20 วัน โดยกำหนดปริมาณ คุณภาพ และ ขนาด ได้ แต่ราคานั้นเกษตรมักจะรอดูราคาตลาดในไทย
(-) การส่งออกไปญี่ปุ่น ปี 2010 1,500 ตัน สูงสุด ปี 2012 1,800 ตัน ปี 2017 ส่งออก 1,400 ตัน Capacity ต่อปี นำเข้าประมาณ 10,000 ตัน/ ปี รายใหญ่คือ ฟิลิปปินส์ ประมาณ 4,000 ตัน ข้อจำกัดของไทย คือ ราคาแพง
(-)มะม่วงนอกฤดู ไทยทำได้น้อยลง เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

เกาหลี
(-)เกาหลีพึ่งอนุญาตให้นำเข้ามะม่วงจากไทยได้ 7-10 ปีที่ผ่านมา อนุญาตให้นำเข้าจากไทยได้ เกาหลีบริโภคมะม่วงไทยอยู่ประมาณ 8,200 ตัน/ ปี
(-)การนำเข้า - ลงที่ตลาดค้าส่งที่กรุงโซล แล้วร้านค้าย่อยมาซื้อต่อ เริ่มมีการเจรจานำเข้าแล้วส่งไป supermarket ขนาดใหญ่เลย คนเกาหลีติด Brand ของมะม่วง
(-)ข้อเสีย คือ ราคาทราบถึงกันเร็วมาก ทำให้เกิดเกมส์ราคาขึ้น มักไม่แข่งกันอย่างอื่น

จีน
Mr. Zhu Qidong ผู้แทน บจก. Pagoda นำเข้า #1
1. ปริมาณการนำเข้าจากไทย
นำเข้า ทุเรียน ลำไย มังคุด มะพร้าวและกล้วย ตามลำดับ
2. Sale data
จำหน่ายผ่านหน้าร้านค้า โดยทุเรียนนิยมมากสุด โดยมียอดขาย 55% ของผลไม้ไทยทั้งหมด เนื่องจากรสชาติ และจีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนสดจากไทยได้ประเทศเดียว / ลองกองเป็นผลไม้อีกชนิดที่คนจีนสนใจ ทดลองส่งทางเรือ ได้รับการตอบรับดี
3. เงื่อนไขการรับซื้อของบริษัท
(-)Product position : Delicious และ คุณภาพ
และไม่มีการจุ่มขมิ้น (เพิ่มสีให้ทุเรียน)
(-)มีการตั้งชื่อทุเรียนตามคุณลักษณะของทุเรียนเพื่อให้ผู้บริโภคทราบถึงความแตกต่าง
(-)เกรด : 8-10 ลูกต่อลัง เกรดเล็ก / 4 ลูก เกรดใหญ่
4. แนวทางการพัฒนา
(-)การแข่งขันสูงทำให้คุณภาพไม่สม่ำเสมอ
(-)มังคุดมีปัญหาเรื่องเนื้อแก้ว
(-) ผลไม้ชนิดรอง เช่น เงาะ ลองกอง ขาดการประชาสัมพันธ์
ไทยมีศักยภาพเป็นผู้นำการส่งออกผลไม้โลกได้

Ms.He Xiaohong ผู้แทนสหพันธ์ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ มณฑลกว่างสี (Guangxi)
(-)บริษัทจดทะเบียนเมื่อปี 2007 มีระวางจอดเรือ 79 จุด
(-)ธุรกิจ: ท่าเรือ กานขนส่ง อสังหาฯ การลงทุน
(-)เป็น Southbound Channel เชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบกและเรือ สิดคล้องนโยบาย one belt one road ของจีน
(-)มีห้องเย็นใหญ่สุดในกว่างสี
(-)เส้นทางการขนส่ง: Beibu Gulf Port กับท่าเรือแหลมฉบัง ใช้เวลาเดินทาง 5 วัน / กับสิงคโปร์ 2 ครั้ง/ สัปดาห์ ใช้เวลาเดินทาง 4 วัน / กับโฮจิมินทร์ / ฮ่องกง

Ms.Liang Liyuan ผู้แทนบริษัทผิงเสียง (XiangXiang) - A global leading company of cross-border logistics between China and ASEAN
(-)เป็น partner การค้าระหว่างประเทศ
(-)เส้นทาง: ผิงเสียง ไป เฉงตู เซี่ยงไฮ้ เวียดนาม ลาว ไทย (ผ่านชุมพร จันทบุรี ...)
(-)Chumphon logistic park
(-)Settlement Center of border trade
(-)บริษัทให้บริการการนำเข้า-ส่งออกแบบครบวงจร

Mr.Huang Guoping ผู้แทนบริษัท สปีด inter transport
(-)ให้บริการรถหัวลากและตู้ขนส่ง
(-)เส้นทาง : ไทย ลาว เวียดนาม จีน (ผ่านด่านผิงเสียง)
(-)ตลาดขายส่งผลไม้อาเซียน ด่านผิงเสียง
(-)เส้นทางตรงสายใหม่ แหลมฉบัง ท่าเรือจินโซว ใช้เวลา 4 วัน
(-)4 ตลาดนำเข้าผลไม้หลัก คือ Shenyang Beijing Shanghai และGuangzhou
(-)คนจีนที่มีบ้านเรือนติดชายแดนสามารถนำเข้าสินค้ามูลค่าไม่เกิน 8,000 หยวน ไม่ต้องเสียภาษี

วิธีการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของโลก
1. ปัจจุบันการขนส่งทางบกของผลไม้ไทยเพื่อเข้าจีนยังไม่มีกฎหมายยืนยันแน่ชัดว่าถูกต้องหรือไม่
2. เส้นทางการขนส่งทางบกยังไม่สามารถรองรับการขนส่งได้มากกว่าเดิม
3. ยานพาหนะและอุปกรณ์ในการขนส่งมีสภาพเสื่อมโทรม ผู้ค้าไม่กล้าลงทุนเนื่องจากกฎหมายไม่ชัด

Download ข้อมูล @ ku-alumni

หมายเหตุ: ปี 2017 จีนได้เปิดเส้นทางขนส่งจากเมืองอี้อู้ของจีนไปลอนดอน ใช้เวลาเพียง 18 วัน

เพิ่มเติม
1. มณฑลกว่างสี เป็นรัฐกันชนและเมืองชายแดน แต่ติดอาเซียนทั้งทางบก น้ำและอากาศ
2. ระยะเวลาขนส่งทางบกจากไทยไปจีนที่ผิงเสียง ใช้เวลาเพียง 4 วัน ผลไม้ยังไม่เน่าเสีย ผิงเสียงเป็นเมืองทางผ่สนของทั้งผลไม้เมืองร้อนและหนาว มีโรงงานแปรรูปหลายโรง
3. ท่าเรือชิงโจว และอีก 2 ท่าอยู่ใกล้อ่าวตังเกี๋ย ซึ่งท่านี้เหมาะกับการขนส่งตู้ container มากกว่าอีก 2 ท่า ในอนาคตจะมีการสร้างเส้นทางรถไฟจากศูนย์กลางของจีนมายังท่าเรือนี้ / ผิงเสียงไปหูหนาน ใช้เวลาประมาณ 2 วัน
4. มีการแอบอ้างผลไม้ของประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นผลไม้ของไทย / ราคาถึงปลายทางสูงแต่ผู้บริโภคยังนิยมเพราะรสชาติดี
5. ตลาดจีนยังมีโอกาสอีกมาก จีนมี 32 มณฑล คนในแต่ละมณฑลมีพฤติกรรมและชอบผลไม้/ รสชาติไม่เหมือนกัน (กำลังซื้อของหูหนานมีมากกว่ากว่างสี เนื่องจากการขายแร่ธาตุ)

จบสัมมนา

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ผักสู้มะเร็ง

ช่วยแชร์กันไปเยอะๆนะครับ มีประโยชน์กว่ามอบดอกไม้ อัยการรุ่นน้องที่สงขลาส่งมาให้อ่าน รู้ไว้ใช่ว่า

    ผม สุรินทร์ วัตตธรรม ขออนุญาตเขียนบทความจากเรื่องจริง เกี่ยวกับประโยชน์การกินน้ำปั่นใบไม้สดและผักสดที่ไม่ผ่านความร้อน

   ภรรยาผมป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมาเป็นเวลา 14 ปีมานี้ เคยให้คีโมครั้งใหญ่ๆมา 5 ครั้งและฉายแสงที่คอ 1 ครั้ง เพื่อให้ก้อนมะเร็งยุบ

    ขณะนี้ไม่มีคีโมที่จะให้ต่อไปอีกแล้ว เนื่องจากคีโมที่ดีที่สุดให้มาหมดแล้ว

     มีคำถามว่าการรับคีโมและฉายแสงเป็นการรักษาให้หายขาดหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ครับ เป็นเพียงยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็งและยับยั้งการแพร่กระจายในระยะหนึ่งเท่านั้น
     ส่วนใหญ่ไม่เกิน 2 ปีจะกลับมาเป็นอีก

    ปัจจุบันผมรักษาด้วยให้กินน้ำปั่นใบไม้สดและผักสดที่ไม่ผ่านความร้อน หยุดให้คีโมมาประมาณ 4 ปีเศษ ก้อนมะเร็งที่รักแร้ ที่ขาหนีบ ในช่องท้องมีขนาดเท่าไข่ไก่ บัดนี้ยุบเหลือขนาดปลายนิ้วก้อย และก้อนมะเร็งที่คางและลำคอก็ยุบเล็กลงเช่นกัน สามารถใช้ชีวิตเหมือนบุคคลทั่วไปตามปกติ

       สิ่งที่น่าแปลกใจ ภายหลังฉายแสงที่คอ ทำให้ต่อมรับรสเสื่อมกลายเป็นลิ้นจระเข้ คือรับรสทุกอย่างไม่ได้ และต่อมน้ำลายก็ถูกทำลาย มีปัญหาต่อการกลืนอาหาร

   ผมเรียนถามคุณหมอที่ดูแลการฉายแสง ได้รับคำตอบว่าไม่มีอะไรสู้แสงได้หรอก ไม่มียารักษา เสียแล้วเสียเลย ผมก็ทำใจ
      แต่ท่านที่เคารพครับ กินน้ำปั่นพืชสดที่ไม่ผ่านความร้อนประมาณ 4 เดือน
ต่อมรับรสและต่อมน้ำลายกลับฟื้นคืนดีขึ้น 80 เปอร์เซนต์ ปัจจุบันกินมา 5 เดือนกว่า ต่อมรับรสและต่อมน้ำลายดีขึ้น 90 กว่าเปอร์เซนต์

     นอกจากนี้เพื่อนผมเป็นเบาหวานค่าน้ำตาล 145 ยังไม่กินยาลดน้ำตาล ผมแนะนำให้กินน้ำปั่นพืชสดที่ไม่ผ่านความร้อน กินมาได้ 2 เดือน ค่าน้ำตาลลดลงเหลือ 70 และแถมปัสสาวะไม่ติดขัด

      เนื่องจากในเวลาเดียวกันต่อมลูกหมากเขาโต ทำให้ปัสสาวะติดขัดด้วย
      ปัจจุบันเพื่อนผมเขามีความสุขมาก และผมแนะนำต่อไปว่า ทุกครั้งที่ปั่นน้ำพืชสด ให้ใส่มะเขือเทศราชินีหรือมะเขือเทศสีดา ครั้งละ 1 กำมือ เพื่อป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก

    ภรรยาผมกินน้ำปั่นพืชสดกรองกากทิ้ง ใส่ใบไม้จำนวนมาก หลายชนิด เช่น ..

1.ใบบัวบก
2.ใบตำลึง
3.ใบมะยม
4.ใบมะกรูด
5.ใบมะนาว
6.ใบชะมวง
7.ใบมันปู
8.ใบโหระพา 
9.ใบกระเจี๊ยบแดง
10.ใบเม่า
11.ใบเตย
12.ใบข่า 
13.ผลมะระขี้นก 3 ผล
14.มะเขือเทศราชินี 1 กำมือ

(ใส่ตามที่หาได้ครับ ไม่ต้องให้ครบทุกอย่าง)
15.ใส่น้ำ 900 cc

-ภรรยาผมกิน 600 cc
-ผมกินเพื่อสุขภาพ 300 cc เนื่องจากผมไม่เป็นโรค ncds
-มื้อเย็นผมกับภรรยากินคนละ 300 cc
รวมแล้ววันหนึ่งภรรยาผมกิน 900 cc
-ไม่กินของหวาน และงดอาหารรสมัน เค็ม
-นอนไม่เกิน 23.00 น. ครับ

     ปัจจุบันถ้าท่านไม่รู้มาก่อนว่าเธอเป็นมะเร็งก็จะทายไม่ถูกว่าเธอเป็นมะเร็ง เนื่องจากมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานบ้านตลอด จ่ายตลาดทุกวันศุกร์

    หากมีประโยชน์บ้าง กรุณาบอกต่อ สาธุ สาธุ สาธุ

วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

A superb article ...

👉When TV came to my house. I forgot how to read books. 👉When the car came to my doorstep, I forgot how to walk. 👉When I got the mobile in my hand, I forgot how to write letters. 👉When computer came to my house, I forgot spellings 👉When the AC came to my house, I stopped going under the tree for cool breeze👉When I stayed in the city, I forgot the smell of mud. 👉By dealing with banks and cards, I forgot the value of money. 👉With the smell of perfume, I forgot the fragrance of fresh flowers. 👉With the coming of fast food, I forgot to cook traditional cuisines .👉Always running around, I forgot how to stop. 👉👉And lastly when I got (line), I forgot how to talk.🤔🤔🤔💐💐💐

วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560

เรียน นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะกรรมการ
เรื่อง   ขออนุญาตใช้ชื่อสมาคม
เนื่องด้วยกระผม  ไพสิฏฐ์  จารุไพบูลย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของสมาชิก และ ครู ของชมรมลีลาศ ที่เช่าพื้นที่ของสมาคมในการเรียน การสอน โดยใช้พืนที่เรียน-สอนอยู่ชั้นที่สอง ของสมาคมฯในวัน จันทร์ถึงวันพุธ ของทุกสัปดาห์  และได้เปิดทำการเรียนการสอนมาเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้ว ทำให้มีสมาขิกทั้งเก่าและใหม่มากมาย แต่ไม่สามารถ ติดต่อสืื่อสาร กันได้ทั้งระหว่างสมาชิกด้วยกันและ คณะครูหรือผู้บริหารฟลอร์ เพื่อสะดวกในการส่งข่าวสาร พบปะพูดคุยกันในหมู่สมาชิกและการส่งข่าวสาร ระหว่างผู้บริหารและครูกับสมาชิก จึงมีนโยบายที่จะเปิดกลุ่มไลน์กันขึ้น
เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ดังกล่าว และเนื่องจากว่า ฟลอร์ลีลาศของชมรมฯ ได้เปิดการเรียนการสอนอยู่ที่ สมาคมมานานแล้ว แต่ใช้ชื่อว่าแบบไม่เป็นทางการว่า " ฟลอร์สมาคมชาวปักษ์ใต้ " มาจนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากเป็นความจำเป็นที่ต้องใช้ชื่อที่บ่งบอกถึง สถานที่ตั้งและสถานที่ทำการ ของฟลอร์ชมรมฯ ชื่อของชมรมจึงใช้คำว่า "ฟลอร์สมาคมชาวปักษ์ใต้ " ตั้งแต่นั้นมา
ในการที่จะตั้งชื่อกลุ่มไลน์และ social network ใดๆ จะตั้งชื่อ โดยใช้ชื่อของสมาคมฯ ไปโดยพละการนั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ควรกระทำก่อนได้รับอนุญาต จึงใคร่ขออนุญาต ต่อท่านนายกสมาคมฯและคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อขออนุญาตใช้ชื้อ "สมาคมชาวปักษ์ใต้" หรือ "ลีลาศสมาคมชาวปักษ์ใต้" ชื่อใดชื่อหนึ่ง หรือให้เลือกได้ทั้งสองชื่อ ส่วนความเหมาะสมของชื่อทั้งสอง ชื่อ"สใาคมชาสปักษ์ใต้"น่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะเมื่อนำไปตั้งชื่อไลน์กลุ่มแล้ว ไม่เกิน 20 ตัวอักษร ตามกฎของบริษัทไลน์ฯ
  จึงกราบเรียนมาเพื่ออนุญาต
ลงชื่อ
(ไพสิฎฐ์   จารุไพบูลย์)
  ผู้แทนชมรมลีลาศสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

หนังสือของในหลวง

"The Visionary" ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต

หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องถึงวิสัยทัศน์อันน่าอัศจรรย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9

Vision ของในหลวงเกิดจากหลักการง่ายๆอยู่ 2 ข้อก็คือ
1. มองปัญหาให้ลึกซึ้ง
2. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 9 บท แต่ละบทพยายามวิเคราะห์การทำงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ออกมาเป็นหลักการ 9 ข้อ ผ่านแต่ละด้านของชีวิตการทำงานตลอด 70 ปี ของพระองค์

หลักคำสอนของท่านสามารถนำมาปรับมาใช้ในชีวิตประจำวันและทำให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างแน่นอน

บทที่1 อยากสำเร็จให้ stay connected
https://youtu.be/NWc3lQ_aht4

บทที่2  อุปกรณ์ที่เหมาะสมจะสร้างงานที่ดี
https://youtu.be/dVAQ2XdawkY

บทที่3 จะนำใครต้องได้ใจคน
https://youtu.be/aYf_x_ePMq4

บทที่4 ลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุด
https://youtu.be/oxNg1NMuOSc

บทที่5 แย่แค่ไหน ก็กลับมาดีได้
https://youtu.be/O9WDGcJzSZ8

บทที่ 6 คิดให้ใหญ่ มองให้เล็ก
https://youtu.be/2XzFKgSA5Cw

บทที่ 7 ถ้าเชื่อมั่น ก็ไปให้สุดทาง
https://youtu.be/l4nA4Uisjmk

บทที่ 8 มองหาศัตรูที่แท้จริง
https://youtu.be/FnITtatjzbE

บทที่ 9 แยกความอยาก ออกจากความจำเป็น
https://youtu.be/3Sc3MDPXvew

บทสรุป/บรรณาณุกรม
https://m.youtube.com/watch?v=QFihgN-rJdY#

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

เกี่ยวกับบอท

ง,ปิด  = siri:off
ป,เปิด= siri:on
น,นับ  = เริ่มนับคนอ่าน
อ,อ่าน = แสดงชื่อคนแอบอ่าน
@ = เช็คแอด
ข  = ล้างบัญชีดำ
ด  = ตั้งบัญชีดำ
ปอ = เปลี่ยนแอดมิน
สลับ = สลับแอดมิน
ร,รอง = เช็คแอดมินรอง
ตอร  = ตั้งแอดมินรอง
ล = ชุดคำสั่งล็อคห้อง
ปช  = เปิดให้คนอื่นเชิญ
ปิช = ปิดไม่ให้คนเชิญ
รี  = เรียกบอทกลับ
ปิล = ปิดลิ้ง
ปล = เปิดลิ้ง
ยช = ยกเลิกค้างเชิญ
ช = เช็คการตั้งค่ากลุ่ม
ปบอ = เปิดบอทอ่าน
ปิบอ = ปิดบอทอ่าน
หรต = ห้ามรันสติ๊กเกอร์

วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

การดำเนินชีวิต ตามปรัชญา """พอเพียง"""

  คำว่า ""พอเพียง"" ฟังดู BASIC มากๆ ธรรมดาๆ แต่ความหมาย ลึกซึ้งมากมาย เกินกว่าคนธรรมดาที่ไม่ศึกษา หรือลองนำมาใช้ ก็ยากเกินกว่าจะเข้าใจ และนำมาบริหารชีวิตตัวเอง พูดไปก็เหมือนกับ คำพูดที่ว่า
""ใครดูแลเกื้อกูลพ่อแม่ได้ดี จะส่งผลให้ชีวิตพบแต่สิ่งดีๆ เจริญก้าวหน้า ""เรื่องนี้หลายคนสงสัยว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน พ่อแม่มีเวทมนต์เสกให้ลูกหลานร่ำรวยได้หรือ.??เปล่าเลย ..เรื่องนี้หาเหตุผลไม่ได้ แต่เชื่อเถอะว่าเกิน 90% เป็นแบบนั้นจริง  ซึ่งถ้าจะหาเหตุผลมาอธิบายคงจะยาวเกิน
   ใครจะเชื่อว่า คนไทยคนหนึ่ง จะสามารถคิดเรื่องนี้ ศึกษาเรื่องนี้จนแตกฉานลึกซึ้ง จากเรื่องธรรมดาๆ  มาเป็นทฤษฎี เป็นหลักการ จนสุดท้าย กลายมาเป็นปรัญา..."".ปรัญาเศรษกิจพอเพียง..""
  และก็คนไทยคนนั้นก็คือ ในหลวงในรัชการทค่ 9 ของเรานี่เอง ซึ่งพระองค์ท่านไปสุเยอดของผู้ชำนาญการเกือบทุกสาขาวิชา นักวิทยาศาสตร์ นักดนตรี นักปรัชญา นักวัศวกรนมชลประทาน นักประดิษฐ์ นักประพันธ์ นักพัตนา  ....ฯลฯ นี่คือสุดยอดมนุษย์ คนเดียวที่เราและทั่วโลกรู้จัก ท่านสามารถนำเอาเรื่องธรรมดาๆ ที่อยู่ใกล้เราทุกคน ที่หยิบฉวยเอามาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ เอามาประยุกต์ หาความจริง ใส่หลักการเข้าไป จนกลายเป็นปรัชญา ที่มีคุณค่ามหาศาล ใครหรือประเทศไหน น้อมนำไปศึกษาจริงจัง แล้วนำไปปฎิบัติ จะให้คุณมหาศาล แก่บุคลนั้น หรือประเทศนั้นๆ
   เป็นที่น่าเสียดายที่ เราประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นข้ารองพระบาทพระองค์ท่านโดยตรง กลับมีความเข้าใจในเรื่องนี้น้อยมาก แม้แต่ภาครัฐบาลก็ยัง ใช้เวลาบนสื่อ เน้นแต่เรื่องที่น้อมนำไปปฎิบัติทางเกษตรเพียงอย่างเดียว จนประชาชนคนไทยที่ไม่เข้าใจลึกซึ้งเรื่องนี้ เข้าใจไปว่า ปรัชญาเศรษกิจพอเพียง ของพระองค์ท่านใช้ได้เฉพาะในแวดวงเกษตรเท่านั้น
   ความจริงแล้ว ปรัชญาทฤษฎีของความพอเพียงนี้ สามารถใช้ได้ในทุกสาขาวิชาชีพ เพราะหลักการสำคัญของปรัชญานี้เน้นเรืีองลดความสิ้นเปลือง งดใช้ของให้เหลือ วางแผนใช้เท่าที่พอดี .....พอดี บนความพอใจ....
   ...พอดีบนความพอใจ...คำนี้มีความหมายมากๆ เพราะแฝงด้วย ความหมายที่มีค่าสูงยิ่ง และถ้าใครเข้าใจ และสามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ จะมีความสุขกาย สุขใจ เงินเหลือในกระเป๋าเยอะ...ยังไงหรือ..??? เรามาลองว่ากัน..
   สมมุติว่าคนสองคินหิวข้าวเท่าๆกัน เข้าร้านอาหารพร้อมกัน คนหนึ่งคิดว่าสำหรับตัวเองแล้ว ข้าวหนึ่งจากับข้าวหนึ่งอย่าง คือพอดีและพอใจแล้ว ส่วนอีกคน พอดีและพอใจของเขาคือ ข้าวสองจาน กับข้าวห้าอย่าง  ทั้งสองเมื่อกินเสร็จ คนแรกทานอิ่มท้องอาหารหมดพอดี ส่วนคนที่สองเหลือข้าวหนึ่งชาม กับข้าวทานหมดสองอย่างเหลือสามอย่าง จะเห็นว่าคนที่สองนี้ พอใจแต่ไม่พอดี จึงไม่เข้าหลักทฤษฎีพอเพียง สิ่งที่ตามมาคือ อาหารเหลือทิ้ง เป็นขยะให้สังคม ระบบน้ำเสีย สิ้นเปลืองทรัพยากรณ์ ทั้งวัตถุดิบและแรงงานจัดการ ถ้าลองนึกภาพดูว่า ถ้าคนหนึ่งล้านคนทำแบบบริโภคอาหารแบบพอใจแต่ไม่พอดี มีของเหลือ ในส่วนที่เหลือทั้งทรัพยากรณ์ที่ก่อนนำไปบริโภค และค่าใช้จ่าย แรงงาน ที่ต้องใช้จัดการของที่เหลือ จะมากมายขนาดไหนในอาหารหนึ่งมื้อ  นี่แค่ยกตัวอย่างการกินอาหารแค่หนึ่งมื้อด้วยคนล้านคนกับความคิดแบบพอเพียง นะ ถ้าคิดคนทั้งโลกด้วยอาหารทุกมื้อ รวมทั้งมื้อพิเศษที่กินกันตามวาระพิเศษ แบบไม่หิวก็ต้องกินอีกเท่าไหร่ มันจะมีขยะให้เป็นปัญหาตามมาอีกมากมายแค่ไหน..??? และนี่แค่เรื่องอาหารอย่างเดียวนะ มีอะไรอีกมากมายแค่ไหน ที่เราเสพ เราบริโภค ที่เกินพอดี ด้วยเหจุผลต่างๆมากมาย อวดรวย อวดฟู่ฟ่า อวดมั่งอวดมี เพื้อความบันเทิง เพื่อ..อะไรมิอะไรอีกมากมาย เสื้อผ้า รองเท้า ของใช้ ที่อยู่อาศัย ฟอนิเจอร์ เครื่องประดับ ...มากมายแค่ไหนที่ผู้บริโภคพยายามสรรหามาเสพ ทำให้ผู้ผลิตไล่แย่งสัตถุดิบที่กำลังจะหมดไปทุกที สัตว์ในทะเล สัตว์ป่า ต้นหมากรากไม้ พลังงาน อิฐ หิน ปูน ทราย หรือแม้กระทั่งดินที่เราเกยียบอยู่ ก็ยังพยายามเอามาดัดแปลง เพื่อตอบสนองส่งนเกินของมนุษย์เรามากมาย
  มาคิดอีกที ถึงความเป็นอัจริยะของพระองค์ท่าน ..เมื่อบางคนคิดผิด คำนวนผิด ว่าความพอดีของตัวเองมีแค่ไหน จนเหลือทิ้ง ท่านก็ให้คำนิยามไว้อีกว่า .....เหลือก็แบ่งปัน...ซึ่งส่วนที่เหลือของเราที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้วอาจจะเป็นส่วนที่พอดีสำหรับคนอื่นที่เราแบ่งปันไป คนๆนั้นก็ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าจ่าย ประหยัดไปอีกครั้ง ครบแล้วนะครับ สูตรสำเร็จของปรัชญาพอเพียง สำหรับผม """...พอดีบนควนมพอใจ  เหลือให้แบ่งปัน...."" ไม่ใช่ประหยัด ขอเน้น เพราะถ้าพอดีแบบประหยัด คืออยากกินอีกและประหยัด นั่นทำให้เกิดความไม่พอใจ จะเกิดทุกข์ ปรัชญาของท่านต้องการให้มีความสุขกับความพอดี
   การจะฝึกการใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้ สิ่งสำคัญต้องเริ่มที่ฝึกความคิดก่อน คือ ต้องฝึกใช้สมาธิให้เป็น เพื่อจะได้ฝึกการใช้ความคิด คำนวน หักห้ามใจฝืนความอยาก ที่เกิดขึ้น ให้ได้ก่อน เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ เพราะใครดำเนินชีวิตแบบตามใจตัวมานานต้องใช้สมาธิ ฝึกหักห้ามใจ อยากได้อะไรใช้สติยั้งใจก่อนว่า แค่ไหนถึงพอดี เอาแค่นั้น พอใจแค่นั้น ใครเริ่มใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้สักเล็กน้อย เริ่มทีละเรื่อง ค่อยๆฝึกคิด เลือก อยากได้อะไร คิดให้เยอะๆว่าเอามาแล้วคุ้มไหม จำเป็นหรือยัง ที่มีอยู่ยังใช้ได้ไหม?
   เรามาลองคิดดูเล่นๆ สมมุติว่าคนทั้งประเทศ ร่วมใจกันกินปลาทู เท่าที่กินอิ่ม ไม่เผื่อมากจนเหลือ ที่เคยซื้อมาเยอะๆ แล้วเหลือ ก็จะเหลือซื้ิอพออิ่ม เมื่อจับมาเยอะแต่คนซื้อน้อย บริโภคน้อย ขายไม่ได้ต่อไปก็จับน้อยลง ปลาทูจะมีเต็มอ่าวไทย นี่ยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียว แต่ถ้าการบริโภคทุกอย่างของทุกคน ใช้แนวความคิดเดียวกันกับการบริโภค อุปโภค สินค้าทุกประเภท ทรัพยากรณ์ ทุกชนิดในประเทศจะเหลือมากมายไว้ให้ลูกหลายมากมายแค่ไหน และถ้าคนทั้งโลกมีการใช้ชีวิตเหมือนกันแบบนี้ โลกนี้จะสะอาดขึ้น น่าอยู่ขึ้น ทรัพยากรณ์ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต จะเหลือใช้มากมาย เราจะอยู่ร่วมกับสิ่งอื่นกันอย่างมีความสุข
   เราจะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคนที่บ้านใหญ่ เล็ก แต่งตัวด้วยเสือผ้าที่ต่างกัน เพราะเราจะไม่สนใจและให้ความสำคัญกับวัตถุ หรือเงิน แต่ทุกคนสนใจกับจิตใจที่สบาย พอใจกับสิ่งที่มี อาจจะได้เห็นคนขี่รถกระบะแต่งสูตรไปจอดหน้าโรงแรมหรู เพราะทุกคนมองรถคือยานพาหนะไม่ใช้เครื่ิงมือเสริมบารมีหรือของประดับอีกต่อไป
   ในสภาวะธุรกิจ ถอดถอยแบบนี้ น่าจะถึงเวลาที่รัฐบาล หรือหน่วยงาน  ทั้งภาครัฐและเอกชน น่าจะน้อมนำปรัซญาของพระองค์ท่าน มาตีความให้ชัดเจนและรณรงค์ให้ ประชาชนหันมาสนใจ ให้จริงจัง ทุกสาขาอาชีพไม่ต้องหวังให้ได้ทุกคน ขอแค่ค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ รณรงค์อย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่เป็นผู้นำ เป็นไอดอลของคนทั่วไป ที่พบเห็นบนสื่อสังคมบ่อยๆ เช่นนักการเมือง นักร้องนักแสดง ก็น่าจะเลิกเปิดบ้านตัวเองที่แสดงถึงความร่ำรวย ความฟุ่มเฟื่อย เช่นรองเท้าเป็นร้อยเป็นพันคู่ เสื้อผ้าต้องสร้างบ้านอีกหลังเพื่อเก็บ
     หวังไว้สักวันหนึ่งว่า ระบอบการปกครองที่เคยทดลองใช้มาหมดแล้ว ตั้งแต่ยุคเก่า มีพระมหากษัตริย์ สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ หรือมาจนถึงประชาธิปไตยแบบวัตถุ(เงิน)นิยม อาจจะหันมาลองหยิบแนวความคิดแบบพอเพียงมาเป็นระบอบการปกครอง แบบ ..""ประชาธิปไตยแบบพอเพียง..""  ถึงวันนั้น ปรัชญาเศรษกิจพอเพียง ที่รู้จักกันเฉพาะในประเทศไทย อาจจะขยับกันเป็น ระบบการปกครอง  แบบประชาธิปไตยแบยพอเพียง บางก็ได้ ถ้ามีวันนั้นจริง พระองค์ท่านจะกลายเป็นบุคลสำคัญทางประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้....pjmong