วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

pw -9

'เคล็ดลับโลกมนุษย์ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือ เกือบทุกคนสามารถเป็น IDOL ได้ ..สำเร็จได้ ...ฟังแล้วคุณรู้สึกแย้งใช่ไหม ?'

ที่ผมพูดแบบนี้เพราะ ผมรู้จักคนดังมากมาย ตั้งแต่เขายังไม่ดัง ตั่งแต่เขายังไม่รวย (พูดง่ายๆ รู้จักตั้งแต่เขายังไม่มีอะไรเลย)  ..ผ่านไปไม่กี่ปี คนเหล่านี้ก็ประสบความสำเร็จ เริ่มโด่งดังในสายงานที่เขาเลือก

คนแรกที่ธรรมดาๆ เรียนก็ธรรมดา แต่กลายมาเป็นนักพูดและวิทยากรที่สามารถขึ้นเวทีพูดกับคนเป็นพันๆคน แบบสบายๆ  ..ใครจะรู้ว่าเด็กๆ ผมขี้อายไม่กล้าขึ้นพูดต่อหน้าสาธารณะ

ทุกวันนี้เพื่อนๆสมัยโรงเรียนทุกคนต่างตกใจว่า 'เฮ้ย!! ไอ้คุณภาววิทย์ วันนี้นายมาทำอาชีพนี้ได้ยังไง ..เด็กๆ นายไม่กล้าแม้จะพูดหน้าชั้นเรียน'

เหมือนตลกร้ายนะครับ ...ถ้าใครจะบอกผมว่า โตขึ้นคุณจะเป็นวิทยากรและนักพูด นักเขียน ที่คนรู้จัก มีชื่อเสียง ..ผมคงจะหัวเราะท้องแข็ง -- 'มันไม่มีทางเป็นไปได้!!'

..แต่มันก็เป็นไปแล้ว นี่แหละคือ 'ความลับของโลกที่ผมเรียนรู้ด้วยตัวเอง'

เคล็ดลับนั่นก็คือ 'มนุษย์ทุกคนเป็นอะไรก็ได้ที่เขาอยากจะเป็น ...ความอยากคือเป้าหมาย ...จากนั้น การเดินไปสู่เป้าหมายด้วยความมุ่งมั่น แบบไม่เคยหยุด จะพาคนๆนั้นไปถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ในที่สุด'

ดังนั้น 'ถ้าคุณอยากมากพอ คุณจะได้มัน'

..บ้าไปแล้ว -- แต่มันจริงไง!! ... ก็ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ไปถึงจุดที่เขาอยากจะเป็นเพราะเขา 'อยากไม่พอ'

ย้อนมาที่ตัวผม ว่า 'ความอยากสำเร็จในชีวิตของผม มันมากพอเมื่อไหร่ ?' ....วันนั้นคือวันที่ผมล้มเหลวครั้งที่ห้าในชีวิต

ครั้งแรก ผมทำธุรกิจตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ทำไม่สำเร็จ ทำให้เพื่อนๆ ที่ร่วมทำธุรกิจครั้งนั้นกับผมผิดหวัง ...ครั้งนี้ผมผิดหวัง แต่ความอยากสำเร็จมันก็ยังมีอยู่

ครั้งที่สอง ผมมัวแต่ทำร้านอาหารเลยไม่สนใจการเรียน ทำให้พ่อแม่ผิดหวังมาก เพราะผมเรียนไม่จบปริญญาโท ...ครั้งนี้ความอยากสำเร็จผมเพิ่มขึ้น 'กรูต้องสำเร็จ'

ครั้งที่สาม ร้านอาหารที่ผมสร้างในออสเตรเลียไปไม่รอด ..ผมพยายามดิ้นครั้งสุดท้ายเอาเงินไปลงธุรกิจ Start-Up ในออสเตรเลียเป็นเทคโนใหม่เกี่ยวกับกระจก ซึ่งก็ไปไม่รอด ..ครั้งนี้ผมผิดหวังอย่างสูงสุดในชีวิต เพราะอายที่การทุ่มสุดตัวผมล้มเหลวซ้ำซาก

ครั้งที่สี่ ผมกลับมาเป็นลูกจ้างครั้งแรกในขีวิต 'จากผู้ประกอบการสู่ลูกจ้าง' ผมทำไม่สำเร็จ ผมไม่สามารถทำให้หัวหน้าเห็นคุณค่าในตัวผมได้ ..งานแรกผมล้มเหลวไม่เป็นท่า

วันนี้คือ ความพยายามครั้งที่ห้า ที่ผมเริ่มพยายามเรียนรู้หุ้น และหวังเอาดีในด้านหุ้น ...ปรากฏว่า ผมโชคดีครับ ครั้งนี้ผมทำได้ดี ผมกลายมาเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง

จะเล่าให้ฟังว่า ความโชคดี บางครั้งมันมาจาก ความล้มเหลวหลายๆครั้งมันรวมๆกันเข้ามา ผมจึงสรุปได้ว่า ยิ่งล้มเหลวมากเท่าไหร่ แต่ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ แสดงว่า 'เราใกล้โชคดีแล้ว !!'

ว่าแต่ แล้วคุณล่ะ ใกล้โชคดีแค่ไหนแล้ว ? ...ลองเรียนอะไรใหม่ๆ ..ลองอะไรแปลกๆ ? ...ทำอะไรยากๆ?

'คุณต้องกล้าที่จะล้ม ..แล้วก็ลุกขึ้นมา อย่าขี้แย อย่าร้องไห้นาน (เสียเวลา) ..คุณถึงจะกล้าลองอะไรบ้าๆ ที่สุดท้ายมันจะเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดของคุณ'

'คนที่คิดธุรกิจ ที่ฟังดูเข้าท่า แถมปิดประตูความเสี่ยงทุกครั้งที่เริ่มธุรกิจใหม่ คือ ไอ้คนนั้นน่ะมันมีประสบการณ์ เพราะโดนมาหลายทีแล้ว !!'

ลองดู ...เวลาแบบนี้ โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ...โลกไม่ต้องการคนเก่งมากมาย แต่โลกต้องการผู้นำ

'ผู้นำ'  ...คือนำ อย่าตาม ...อย่าไปเล่นหุ้นตามโพย เสียเวลา ...ต้องแนวเรา ...

..นำตัวเองออกมา กล้าเรียนอะไรใหม่ ลองอะไรที่ท้าทาย เป็นผู้นำในสิ่งที่คุณเลือก ...ลองดูครับ !!

pw -8

- ไม่ต้องเขียนแผนธุรกิจ แต่ให้คิดแล้วทำเลย

- ไม่ต้องสร้างตลาด แต่ให้หาโอกาสที่ผู้ขายอ่อนแอ

- ไม่ต้องใส่เงินเยอะ ใช้ให้น้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มเมื่อเห็นผลลัพธ์

- ไม่ประชุมให้เสียเวลา แต่เป้าร่วมพัฒนาต้องชัดเจน

- ไม่ต้องมีขั้นตอน แต่ทุกคนแน่นอนในหน้าที่

- ไม่ต้องมีองค์ความรู้ แต่ต้องหมั่นดูและกล้าถาม

- ไม่ต้องตอบโจทย์ แต่ให้โดดเด่นและก้าวนำ

- และให้ทำ ด้วยความสนุก

- ทิ้งผลงานให้คนจดจำ และทำมันด้วยความใส่ใจ

'ทำให้คนคิดถึง เมื่อไม่มีเรา'

pw -7

'เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ทำอยู่เดินถูกทางแล้ว?'

ผมว่านี่เป็นคำถามสำคัญที่คนทำธุรกิจต้องเจอ

ทุกการเดินทางใช้เวลานานมาก โดยเฉพาะการเริ่มและสร้างธุรกิจ

สิ่งที่จะตอบว่า 'เราเดินมาถูกทางแล้วก็คือ'

1. สิ่งที่เราทำอยู่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นไหม (ถ้าใช่แปลว่า เรามีลูกค้า มีตลาด)

2. สิ่งที่เราทำอยู่ มีความหมายต่อตัวเราหรือไม่ (ถ้าใช่แปลว่า เรามีเป้าหมายชัดเจน เหลือเพียงความอดทนเดินสู่ความสำเร็จ)

3. สิ่งที่เราทำอยู่ มีคนที่มีเป้าหมายเหมือนกันร่วมเดินหรือไม่ (ถ้าใช่ แปลว่า โอกาสสำเร็จเราสูงขึ้น เพราะธุรกิจต้องการผู้ร่วมเดินทาง ..หุ้นส่วน / ลูกน้อง / นักลงทุน)

ถ้ามี 3 ข้อนี้ ...เดินต่อเถอะครับ ..บางครั้งเราแค่ต้องผ่านจุดทดสอบใจ เท่านั้นเอง

pw -6

'ทำธุรกิจอย่างไรให้ถูกใจลูกค้าทุกคน ?'

คุณรู้ไหมคนที่ทำได้ ส่วนใหญ่ ธุรกิจไม่โต ...เฮ้ย!! อ้าวนึกว่า เอาใจลูกค้าทุกคนแล้วธุรกิจโต

ไม่ใช่ครับ !! ในยุคที่ทางเลือกของลูกค้ามีไม่จำกัดแบบยุคนี้ ...การทำให้ลูกค้าพอใจ เป็นสิ่งที่ใครก็ทำ กลายเป็นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่สร้างความแตกต่าง แถมบางครั้งทำให้ต้นทุนสูงโดยไม่จำเป็น

เช่น เราชงกาแฟแบบเข้มสุดขีด กินปั๊บตื่นไปอีก 2 วัน แต่มีลูกค้าคนนึงบ่นว่า ..'กาแฟเข้มไปนะ ถ้าอ่อนกว่านี้สักครึ่งนึงจะมีคนมากินอีกเยอะเลย'

คำถามคือ คุณควรทำอย่างไร ?

ก็ชงกาแฟให้อ่อนลงโดยรวม , ชงให้พิเศษเฉพาะลูกค้าคนนี้ , เพิ่มเมนูใหม่อีกอัน กาแฟอ่อนพิเศษ

ใช่!! ทุกอย่างทำได้หมด แต่ทุกการเลือกทำในธุรกิจคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ...แต่มีข้อจำกัดอย่างนึงที่ต้องระวังคือ ความหลากหลาย ทำให้เรากลายเป็นคนธรรมดา ..ทางเลือกมาก ในบางครั้งทำให้เราโตยาก นักธุรกิจระดับโลกจึงชอบอะไรง่ายๆ

- ร้านฟาสฟู้ด ส่วนใหญ่สินค้าชัดเจน ไม่ได้มีให้เลือกแบบร้านอาหารตามสั่ง ทำให้ต้นทุนถูกกว่า และขายได้มากกว่า

- Steve Jobs และพี่ Mark ..เมืองไทยมีคุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย ... ไม่ชอบเลือกเสื้อผ้า มีอยู่ชุดเดียว

- ร้าน Hermes กับ Issey แทบไม่เปิดโอกาสให้เราเลือกสินค้า

...ไม่ได้ชี้ว่า ทางเลือกน้อยดีกว่ามาก หรือ การโฟกัสดีกว่าการสุ่มหว่าน ...แต่ทุกอย่างที่เราเลือกคือต้นทุน

คนที่ประสบความสำเร็จ มักทำอะไรง่ายๆ ชัดเจน และ มีจุดยืนที่เราเลือกอย่างดีที่สุดแล้ว !!

pw -5

'ทำไมเมืองไทยเราต้องขายของถูก แล้วฝรั่งเศสกับญี่ปุ่นเขาก็ไม่ได้ทำสินค้าดีเลิศต่างจากเรามากมาย แต่เขาเป็นประเทศแพง ขายของแพง ค่าจ้างก็แพง ...เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?'

ประเทศไทยปลูกข้าวได้ดี ..ฝรั่งเศสก็ปลูกองุ่นได้ดี ...แต่คนฝรั่งเศสเขาไม่ขายองุ่น แบบเราขายข้าว คือ ผลผลิตออกมาปั๊บขายเลย -- ขายเป็น Commodity ขายถูกๆ พึ่งพึง Demand & Supply เป็นหลัก ..ถ้าประเทศคู่แข่งฝนฟ้าหรือน้ำไม่ดี ผลผลิตฤดูนี้น้อย Supply ลด ..ราคาอาจจะขึ้น 'โชคดีจัง!!'

แล้วญี่ปุ่น กับ ฝรั่งเศส เขาก็ต่างมีการเกษตรเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ..เขาทำแบบบ้านเราหรือเปล่า ?

'ไม่ใช่' ...เขาเอาไปแปรรูป แล้วขายเป็น Product ใส่ Brand ยี่ห้อเข้าไป ..เขาไม่ใส่ถุงขายชั่งกิโลแบบ Commodity -- นั่นแหละที่เขาได้เปรียบเรา

1. แปรรูป - 'สร้างมูลค่าเพิ่ม แถมเก็บได้นาน ไม่ต้องรีบขายเพราะกลัวสินค้าเน่าเสีย' ..ถ้าฝรั่งเศสขายองุ่น มันเสียเร็ว เขาเลยเอาไปทำไวน์ ..คราวนี้ยิ่งเก็บ ยิ่งแพง 'โคตรเทพ ..คิดได้ไงนี่ ?'

2. ใส่ยี่ห้อ - 'ยี่ห้อก็คือ รับประกันคุณภาพสินค้าโดยชื่อฉัน ยี่ห้อนี่แหละ' ..ตรงนี้คนให้ค่าแพงกว่าสินค้า เพราะลูกค้าต้องการของดีและมีการันตี ..คนที่กล้ารับประกันคุณภาพสินค้าด้วยชื่อหรือยี่ห้อของตัวเอง จึงขายของได้แพงกว่า

ครับ!! เราไม่ได้แพ้ชาติไหนหรอก ..แต่เราแค่คิดน้อยไป 2 ชั้น

..ก็เริ่มจากชั้นแรก แปรรูป

ชั้นที่สองใส่ยี่ห้อ ..เดี๋ยวเราก็สู้เขาได้ครับ

'คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ..จัดไปอีก 2 ชั้น !!' ..จัด!!

pw-4

'ใครๆ ก็พูดว่า อยากสำเร็จ อยากชีวิตดี อยากมั่งคั่ง ต้องเป็นผู้นำซิ ..แต่มันเริ่มยังไงล่ะ'

หลายคนคิดว่า คนที่เป็นผู้นำต้องเริ่มจากมีลูกน้องก่อนแล้วค่อยมาฝึกวิธีนำ ..จริงๆ ไม่ใช่นะ

คนที่เขาได้รับเลือกจากบริษัทหรือองค์กร ให้เป็นผู้นำ เพราะเขาทำตัวให้ 'พร้อมเป็นผู้นำ' เสียก่อน

ใช่แล้ว !! คนที่จะเป็นผู้นำ ต้องทำตัวให้พร้อมนำให้ได้ตั้งแต่วันที่เรายังเป็นลูกน้อง - ผมเอาวิธีเตรียมความพร้อมเป็นผู้นำ 5 ข้อมาฝาก

หลักการเตรียมตัวให้พร้อมก่อน เป็นผู้นำ 5 ข้อ คือ

หนึ่ง "นำ" คิดและทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ

สอง "สร้างงาน" ..ผู้นำคิดแต่สร้างงาน สร้างสิ่งใหม่ ไม่ต้องรอแต่คำสั่ง ให้คิดไปข้างหน้า สร้างงานให้บริษัท คิดล่วงหน้าให้บริษัท

สาม "มีเป้าหมายที่ชัดเจน" ..คนทั่วไปทำงานไปเรื่อยๆ รอวันหยุด จะได้พัก ..แต่ผู้นำ เขานำทีมเดินทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย ..ผู้นำมีเป้าหมาย แต่ผู้ตามทำตามเป้าหมายของผู้นำ

สี่ "รับผิดชอบ" ผู้นำ ต้องนำหน้าเวลาไปรบ รับผิดชอบทุกอย่าง ..ผู้ตามอยู่ในความรับผิดชอบของผู้นำ ..ลองมองไปรอบๆซิ คนที่รับผิดชอบมักจะขึ้นมาเป็นผู้นำ

ห้า "คิดเผื่อคนอื่น" ..ผู้ตามคิดแค่ตัวเอง ผู้นำคิดเผื่อคนอื่น ..นี่แหละคนมีเสน่ห์ เพราะคิดให้คนอื่นได้ดีด้วย

โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม โลกก็ยังคงต้องการ "ผู้นำ" ที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าลุกขึ้นมาเดินไปข้างหน้า แม้ทางจะดูมืด เพื่อให้คนอื่นเดินตาม

ลองดูซิครับ ..ถ้าคุณกล้าเดิน เดี๋ยวก็มีคนกล้าตาม !!

pw -3

'ปัญหาของยุคนี้ไม่ใช่ขาดเงิน'

หลายคนคิดว่า สิ่งที่ยากในการสร้างธุรกิจยุคนี้คือขาดเงิน แต่จริงไม่ใช่

สิ่งที่ยากจริงๆ ยุคนี้คือ 'ขาดคน' ...เอ๊ะ!! ใช่เหรอ เพราะคนอยากทำงานเยอะแยะ แล้วมันขาดตรงไหน

ที่ว่า ขาดคน คือ ขาดคนที่ไม่ทำงานเพื่อเงิน

'คำถามคือ ถ้าไม่ทำงานเพื่อเงิน แล้วจะทำงานเพื่ออะไร' ...จริงๆ เรื่องนี้เหมือนเส้นผมบังภูเขา ผมเจอคนรุ่นใหม่เก่งๆเยอะ แต่เขาหาโอกาสไม่ได้ เพราะ เวลาเขาคิดธุรกิจอะไรก็ตามเขาเริ่มจากเอาเงินเป็นโจทย์ว่าทำแล้วจะได้เท่าไหร่

สังเกตไหมว่า ธุรกิจวันนี้สามารถเริ่มได้ด้วยเงินน้อย แต่ปัญหาก็คือ ธุรกิจเหล่านี้มันเหมือนไม่ใช่ธุรกิจ ..เหมือนทำเงินไม่ได้ ..คิดดีๆนะ อะไรที่เป็นธุรกิจที่ดูแล้วทำเงินได้มาก มันจะโดนบริษัทใหญ่ๆ ที่คนพร้อม ความรู้พร้อม เงินพร้อม เขาทำไปหมดแล้ว ..ทำให้โอกาสเหล่านี้มันไม่ใช่โอกาสของรายย่อย หรือ คนตัวเล็ก

ดังนั้น คนตัวเล็กคิดทำธุรกิจต้องมองผ่านเงินไปก่อน มองไปที่ประโยชน์และการแก้ปัญหาของสิ่งที่จะทำ

นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดของธุรกิจ Start-Up เพราะส่วนใหญ่โอกาสของ Start-Up มันดูเหมือนไม่ทำเงิน เช่น ใครจะคิดว่าธุรกิจเป็นศูนย์กลางให้คนเอาบ้านตัวเองแบ่งเช่าอย่าง Airbnb มันจะโตได้ หรือ แม้แต่ Facebook เอง ตอนเริ่มก็เป็นแค่เพจระบายอารมณ์ส่วนตัว จะกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญทางธุรกิจได้

ดังนั้น ลองมองใหม่ครับ ...โอกาสมันอยู่ในจุดที่องค์กรใหญ่คิดว่าเรื่องเด็กเล่น ไม่น่าทำเงิน

การเริ่มคว้าโอกาส คือ การมองใกล้ๆตัวเรานี่แหละครับ ...พอตั้งไข่ Idea เป็นที่ยอมรับ เดี๋ยวจะมีนักลงทุนขนเงินมาร่วมกับคุณเอง