วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

pw -2

'การปั้นธุรกิจทำเงินในยุคนี้ ...มีน้องหลายคนอยากสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่เร็วๆ

ผมมีคำแนะนำในฐานะที่ผมปั้นธุรกิจมาค่อนข้างโชคเลือด ..ไม่ใช่โชคโชนนะ ผมโชคเลือด เพราะลองมาทุกแบบ จนได้วิธีคิดอันนี้'

'ถ้าอยากได้หน้า เริ่มธุรกิจให้ใหญ่ แต่ถ้าอยากได้เงินคิดให้ใหญ่ แต่เริ่มให้เล็ก !!'

คำว่า 'เริ่มให้เล็ก' หลายคนตีความผิด แล้วบอกว่า 'โถ่พี่ แบบนี้จะยิ่งใหญ่เหมือน Mark Zuckerberg ได้ไง มัวแต่ทำเล็ก ...ต้องคิดแบบผมนี่ เปลี่ยนโลก !!'

'ใจเย็นน้อง มองไปรอบๆ ตัวก่อนว่า นี่เมืองไทย ประเทศอินดี้ ไม่ใช่ อเมริกา หรือ Silicon Valley นะน้อง ..Rakuten ยักษ์ใหญ่ออนไลน์ของญี่ปุ่นที่พิชิตมาแล้วทั่วโลก เจอตลาดไทยยังม้วนเสื่อกลับบ้านเลย ...เคยถามไหมว่าทำไม ?'

วันนี้เด็กรุ่นใหม่ที่ผมเจอ ส่วนใหญ่ใจร้อนและร้อนวิชามาก อยากเริ่มสร้างบริษัทเลย ลงทุนเปิดออฟฟิศ เริ่มจ้างคนเลย ซื้อเครื่องจักรเลย เช่าที่เปิดหน้าร้านเลย 'ยังไม่มีรายได้ ก็อยากเสียเงินแล้ว' -- ใจเย็น ๆ !!

'ทุกธุรกิจคิดการใหญ่เป็นเรื่องดี แต่เวลาเริ่มมันควรเริ่มเล็กๆ ...ผมใช้วิธีคิดนี้ว่า การปั้น One Man Corporation คือ องค์กรที่เริ่มจากคนหนึ่งคน'

ใช่!! วางแผน เปลี่ยนโลก ถูกแล้ว แต่เวลาเริ่มให้คิดแบบ Project ..ก็เหมือนทำการบ้านส่งครูตอนมหาวิทยาลัยนั่นแหละ

ก็เริ่มจาก เลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จากนั้น ก็พัฒนาสินค้า ทำ Product จริง ที่คิดว่า กลุ่มเป้าหมายเราจะสนใจ ...ทำจากจำนวนน้อยๆ ยังไม่ต้องสนเรื่องต้นทุน เป้าหมายคือ พัฒนาสินค้าจริงขึ้นมา แล้วลองขายจริง แล้วดูว่า 'กลุ่มเป้าหมายที่เราคิดว่าจะจับ' เขายอมซื้อจริงๆ

'จำตอน ทำ PowerPoint พัฒนา Idea แล้วไปพรีเซ้นต์หน้าห้องให้อาจารย์ฟังนั่นแหละ ...'

ถ้าไม่ซื้อ ก็ต้องปรับใหม่ ลองใหม่ ..ขั้นตอนทั้งหมดนี้ มันอาจจะดูไม่เท่ห์ ไม่เปลี่ยนโลก แต่เชื่อเถอะว่า ทุกธุรกิจที่ยิ่งใหญ่เริ่มทำแบบนี้ทั้งนั้น ...ทั้ง Google / Facebook หรือ Apple มันเริ่มจาก Project แล้วก็ขยายจากกลุ่มคนซื้อแรก แล้วค่อยๆ โต

ลองไปปรับใช้ดูครับ ...One Man Corporation ผมบอกเลย แม่งโคตรเท่ห์ เพราะถ้าสินค้าคุณเริ่มขายได้ มันจะเริ่มเห็นเงินทันที (เห็นเงิน นี่สุดเท่ห์ครับ) ...จากนั้น เราจะรู้เองว่า ควรขยายต่ออย่างไร !!

pw -1

'ทำไมโลกยุคดอกเบี้ยต่ำ นี่อยู่ยาก ..แล้วมันเกี่ยวกับคนทั่วไปยังไง ?'

เรากำลังจะเหมือนญี่ปุ่น ..เจริญใช่ไหม ? - ไม่ใช่ครับ ที่เหมือนคือ เรากำลังเป็นสังคมคนแก่แบบประเทศญี่ปุ่น ..แทบไม่ต้องเดาเลยว่า ประเทศเราแทบเหมือนญี่ปุ่น ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราก็จะเจอความท้าทายแบบญี่ปุ่น ดังนี้

1. ดอกเบี้ยจะต่ำยาวนาน ..อันนี้ทำให้คนอยู่ยาก โดยเฉพาะยิ่งเรากำลังเข้า ยุคสังคมผู้สูงอายุ ที่รายได้ลด แต่รายจ่ายสุขภาพเพิ่ม ..ซึ่งคนที่เกษียณส่วนใหญ่พึ่งเงินฝาก ซึ่งฟันธงเลยว่าดอกเบี้ยจะต่ำอีกนานจนแทบอยู่ไม่ได้ ..คิดง่ายๆ สมัยก่อนดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 10% ถ้ามีเงินเก็บ 10 ล้าน ก็เกษียณสบายละ เพราะได้ดอกเบี้ยเดือนเกือบแสนบาท ...แต่ถ้าวันนี้หวังเกษียณที่เงิน 10 ล้านแล้วฝากเอาดอกเบี้ย ก็เหลือปีละ 50,000 บาท - 'มันอยู่ไม่ได้ไง !! บ้าไปแล้ว'

2. คนจะไม่กล้าลงทุน เพราะยิ่งดอกเบี้ยต่ำ ยิ่งรู้สึกไม่มั่นคง ก็ยิ่งไม่กล้าลงทุน ทำให้คนส่วนใหญ่ เงินยิ่งไม่โต

3. บริษัทต่างๆ จะลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องคน ไม่มีใครอยากจ้างคนเพิ่ม ทำให้เด็กรุ่นใหม่หางานยาก บีบให้คนรุ่นใหม่ต้องไปทำธุรกิจเอง หรือตกงาน ซึ่งความแน่นอนในรายได้ยิ่งต่ำเข้าไปอีก

4. ข้าวของค่าครองชีพจะสูงแบบน่ากลัว เพราะแรงงานรุ่นใหม่จะไม่เลือกทำการเกษตรทำให้สุดท้ายอาหารและค่าครองชีพจะสูงแบบสุดขีด

5. ค่านิยมการออมของคนเปลี่ยน เด็กยุคใหม่จะไม่เก็บเงิน ทำให้ความผันผวนเศรษฐกิจจะหนักกว่าทุกวันนี้ เวลาดีก็ดีใจหาย เวลาแย่ก็แย่ใจสลาย

ที่พูดมามีทางแก้ คือ 'เราต้องเปลี่ยนตัวเอง จาก Consumer เป็น Investor (ผันตัวเองจากผู้บริโภคเป็นนักลงทุนแทน)'

สิ่งที่กล่าวมาคือ ผลกระทบต่อผู้บริโภค ก็คือ คนที่เลือกใช้ชีวิตตามกระแสแบบคนส่วนใหญ่ กำลังจะเจอความยากลำบากในการใช้ชีวิตในอนาคต

ผมเสนอทางเลือกให้ใช้ชีวิต 'ทวนกระแส' คือ การคิดแบบนักลงทุน

1. ไม่ออมเงินแบบคนทั่วไป แต่ 'ออมในหุ้นแทน' เพราะผลตอบแทนปันผล จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าบริษัทประหยัดต้นทุนจะกำไรเพิ่ม ยิ่งไม่กล้าลงทุน สุดท้ายก็ต้องปันผลสูง นี่คือ เทรนต์สำหรับบริษัทดีที่เราออมในหุ้นได้

2. ไม่ใช้เงินตามกระแส ..ถ้าคนส่วนใหญ่จ่ายเงินในส่วนไหนเยอะ เราต้องใช้ให้น้อย - เมื่อคนส่วนใหญ่หยุดใช้ เราถึงจะเริ่มใช้เงิน 'ถ้าคิดแบบนี้เราจะ ได้ข้อเสนอที่ดีเวลาเราจะใช้เงิน เพราะเวลาคนอื่นเงินฝืด เราจะมีอำนาจต่อรองสูง'

ใช่!! ปัญหาใหญ่แก้ได้ ที่ตัวเรา เมื่อเราเลือกใช้ชีวิตทวนกระแส และเลือกเป็น Investor ไม่ใช่ Consumer 

pw 0

'อาชีพไหนก็รวยได้จริงเหรอ ?...ใช่รึเปล่า ?

ถ้าใช่แปลว่า ทุกคนที่ขยัน สุดท้ายจะรวยใช่ไหม ? -- ฮึม!! ไม่ใช่ เพราะบางคนขยันมาก อดทนมาก ทำงานแทบไม่มีวันหยุดพัก แต่ก็ไม่รวยอยู่ดี ...อันนี้จะแก้ไขอย่างไร ?

ทางแก้ คือ มาทบทวนตัวเองจริงๆ จังๆ กับอาชีพที่ทำครับ โดยถามคำถามดังนี้ครับ

1. 'อาชีพที่เราทำเน้นที่เวลาของเรา หรือเน้นที่ผลงาน' ..ถ้าต้องตรอกบัตรเข้า ทำงานตามเวลา อันนี้แสดงว่า เราขายเวลาแลกเงิน (ทำงานแบบนี้ได้ประสบการณ์ ได้ทำงานเยอะ แต่รวยยากนะ แล้วก็โตยาก)

2. 'งานที่เราทำสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของลูกค้าได้แค่ไหน' ..ถ้าน้อย แปลว่าบริษัทที่เราทำอยู่ อนาคตอาจไม่สดใส เพราะลูกค้าจะยอมจ่ายเงินให้สิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญในชีวิตเขาไหม

3. 'หน้าที่ที่ฉันทำ มีคู่แข่งหรือคนทำแทนได้เยอะไหม' ...ตรงนี้คือ มีใครมาแทนเราได้ไหม ถ้าใครๆก็แทนเราได้ แปลว่า หน้าที่นี้ไม่สำคัญในบริษัท เพราะเราออกไป ก็หาคนใหม่มาแทนง่ายๆ อันนี้รวยยากครับ

4. 'งานที่เราทำมีผลต่อรายได้โดยตรงของบริษัท' ...งานส่วนใหญ่ที่ได้เงินดี แล้วบริษัทเห็นค่า มักจะเป็นงานที่สร้างรายได้โดยตรงให้บริษัท หรือ ถ้าเป็นงานสนับสนุนก็ต้องประหยัดเงินให้บริษัทแบบชัดเจน

สรุปคือ ถ้าวันนี้เราทำงานหนักแต่รายได้ไม่สูง ต้องพิจารณา 4 ข้อ แล้วเริ่มปรับเปลี่ยนทันที เพราะมันแปลว่า

'เรากำลังหาอาหารในจุดที่มันไม่มีอาหาร !!' (ก็จุดนั้นมันไม่มีปลา คุณจะหาปลาได้ยังไงเล่า?)

ทางแก้ ดังนี้

1. 'ถ้างานเราขายเวลา' ให้เอาเวลาว่างหางานเสริม ใช้เวลาหลังเลิกงานทำอาชีพเสริม เริ่มจากเรียนรู้สิ่งที่อยากทำ เช่น ไปเรียนทำอาหาร , เรียนตัดเสื้อ , เรียนเล่นหุ้น , เรียนปลูกผัก , เรียนวิชาชีพอะไรก็ได้ ที่มันจะต่อ ยอดอาชีพเสริมให้เรา

2. 'งานเราไม่สำคัญต่อคนอื่น' ..ก็ทำให้มันสำคัญ เริ่มจากทำตัวเราให้มันสำคัญต่อคนรอบตัว ...ช่วยเหลือคนรอบด้าน โดยเฉพาะหัวหน้า ..ทำการบ้านว่า ตัวเราสามารถเสริมนายเราในด้านไหน ที่เขาจะเห็นคุณค่าเรา ..ในส่วนลูกค้า เราต้องคิดวิธีช่วยลูกค้า ให้ลูกค้ารักเรา เริ่มจาก 'ยิ้ม' (อย่างแรก เลิกทำหน้าตูดใส่คนรอบข้าง) แล้วค่อยๆ ต่อยอด

3. 'งานเราใครทำก็ได้' ..ต้องพยายามสร้างจุดเด่นให้ตัวเอง ให้เป็นว่า แม้งานฉันใครทำก็ได้ แต่ตัวฉันไม่ใช่ใครจะเป็นได้ ..เช่น เป็นคนน่ารัก เป็นคนดี เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นคนช่วยเหลือคนอื่น เป็นจุดเชื่อม ...พยายามหาสิ่งพิเศษที่ให้เราแตกต่าง

4. 'งานเราไม่สร้างรายได้ตรงให้บริษัท' ..ต้องพยายามหาจุดที่ทำรายได้ โดยเริ่มจากศึกษาเรื่องนั้น แล้วเสนอตัวเข้าไปลองทำในจุดนั้น ...หรือ ถ้าที่บริษัทไม่มีโอกาสให้แสดงฝีมือ ก็ใช้เวลาว่าง สร้างอาชีพเสริมที่ทำรายได้

ลองพิจารณาแล้วปรับเปลี่ยนดูครับ ที่ผ่านมาไม่ใช่เราดวงไม่ดีหรอกที่ 'ทำงานหนักแต่เงินน้อย!!'

..เราดันไปตกปลา ในจุดที่ไม่มีปลา -- ก็ให้ตั้งสติ มองดูว่าฝูงปลาอยู่ที่ไหน แล้วค่อยๆ ขยับขยายไปจุดนั้นให้ได้

มาเรียนการลงทุนไหมครับ แถวนี้ปลาเยอะนะ แต่ต้องฝึกวิธีหาให้รู้จริงก่อน ..จัดไป 'ออมในหุ้น' (อันนี้เลือกปลา ให้มันหาเงินให้เรา..555

pw11

'สอนคนให้รวยทำได้ด้วยหรือ ?'

หลายคนสงสัยว่าเรื่อง วิธีรวยมันสอนกันได้ด้วยหรือ ?

สอนได้ซิครับ ...แต่ที่สำคัญกว่ามันอยู่ที่คนเรียนยอมเปิดใจเรียนรู้ไหม

การทำเงินมันมี 3 แบบ

ขั้นแรก : ตอนเด็กต้องเรียนรู้การทำงานเพื่อเงินให้ได้ก่อน ..ในขั้นนี้การเรียนในระบบสำคัญมาก ยิ่งใครเรียนได้ดี ได้ปริญญาสูง ก็จะมีโอกาสในการหาเงินแบบนี้ได้มาก

แต่สำหรับคนที่เรียนในระบบไม่เก่ง ก็มีทางเลือกคือ ต้องหาประสบการณ์ให้มาก ลองทำธุรกิจจริงๆ ยิ่งเก่งเงินก็ยิ่งมาก

ดังนั้น ในขั้นแรก 'ใช้เวลาของตัวเองแลกเงิน - ต้องเรียนสูง หรือ เก่งให้มาก'

ขั้นสอง : 'เรื่องการวางเงินทำงาน อันนี้ไม่ต้องเก่ง แต่ต้องเข้าใจแก่นของการลงทุนและมีความอดทนรอได้' ..ขั้นนี้ทำให้คนสามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้ เพราะไม่ต้องเอาแรงงานและเวลาไปแลกเงินแล้ว

เรื่องที่ผมสอน 'ออมในหุ้น' ก็คือ สอนให้คนสามารถรู้วิธีคิดและวิธีปฏิบัติ นำไปใช้ได้นั่นเอง

ขั้นสาม : 'ใช้ความคิดสร้างเงิน' ขั้นนี้ต้องผ่านขั้นแรกและ ขั้นที่สองได้แล้วถึงจะเข้าใจข้อนี้ เพราะในขั้นนี้ต้องเรียนรู้การใช้เวลาของคนอื่น และใช้เงินของคนอื่น ..เช่น เจ้าของกิจการในตลาดหลักทรัพย์ ระดมเงินจากมหาชน แล้วก็จ้างผู้บริหารมืออาชีพมาบริหารธุรกิจให้โต

ในขั้นนี้ตัวเรากลายเป็นผู้จัดสรรเงิน จัดสรรผลประโยชน์ และจัดสรรเวลา ของคนจำนวนมาก

ผู้ที่สามารถอยู่ในขั้นนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่สังคมวางใจ มี 'Trust' สูงสุดนั่นเอง

ถ้าเราศึกษาให้ดี จะพบว่า ในโลกนี้มีคนทุกระดับ พูดง่ายๆ ว่าในทุกขั้นเราสามารถหาตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จในขั้นนั้นๆ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาได้ ...ยิ่งถ้าได้ พูดคุยกับคนในขั้นนั้น แล้วได้เรียนจากเขาจะยิ่งทำให้เราสำเร็จเร็วขึ้น

ใช่!! ความรวยและความสำเร็จ เรียนรู้กันได้ เริ่มจากเราถ่อมใจ และยอมเรียนรู้

-- ทุกเป้าหมายที่เราอยากได้ อยากเป็นในโลกนี้ มีคนทำได้แล้ว ..หาอาจารย์ในจุดนั้นให้เจอ เราก็สำเร็จตามได้ครับ ..จัดไป !!

pw10

เรื่องหุ้น

บางคนเริ่มไม่นานก็สำเร็จ ..บางคนก็ใช้เวลานาน ...บางคนก็ยังอยู่ในวิกฤต ..มีทุกรูปแบบ ..แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ ทุกคนที่ผ่านมันได้

คำว่า 'ทุกคนที่ผ่านมันได้' คือ ผ่านบททดสอบนักลงทุน อันนี้ผมการันตีว่าทุกคนต้องเจอด้วยตัวเอง ก็คือ ความเสียหายระหว่างทาง ซึ่งบอกเลยว่า หนักพอตัว แบบที่ว่า จุดนั้นอยากที่จะเลิกเล่นหุ้นกันไปเลย

แต่เคล็ดลับคืออะไรรู้ไหมครับ -- 'ทุกคนที่ผ่านจุดนั้นได้ คือ แย่แล้วสู้ใหม่ แล้วกลับมายืนได้ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า เสียดายที่เริ่มลงทุนในหุ้นช้าไป ..ผมเองกว่าจะเริ่มก็อายุจะ 30 แล้ว ...พี่ป้อมกว่าจะเริ่มก็เกือบ 40 ..'

ถ้าเทียบหุ้นกับกีฬา นี่ผมว่า หุ้นสบายกว่าเยอะ ..อย่าง Golf ถ้าคุณจะเก่งแบบ Tiger Woods ต้องเอาไม้กอล์ฟใส่มือตั้งแต่ 2 ขวบ ..ฝึกโหด ชีวิตยาก

ส่วนหุ้นนี่ เซียนหุ้นในอดีต เริ่มอายุเยอะหมด ..รุ่นผมก็เริ่มกันใกล้ๆ 30 ..ผมยังเสียดายเลยว่า ถ้าผมเริ่มตอนอยู่มหาวิทยาลัย หรือ เริ่มตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน คงสุดยอดกว่านี้ไปแล้ว

เอางี้ ..ถ้าคุณยังอายุน้อย หรือ คุณมีใครที่ยังอายุน้อย ลองแนะนำให้เขาศึกษาหุ้น ...และนั่นจะอาจจะเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิตเขาเลยก็ได้

ในหุ้นที่ดูผันผวน ดูเสี่ยง และน่ากลัวในสายตาคนส่วนใหญ่ มันมีรางวัลที่ยิ่งใหญ่แฝงอยู่ ...ถ้ารางวัลมันไม่ใหญ่จริง คุณว่าคนบ้าอย่างพวกผมจะอยู่ในตลาดหุ้นทำไม ..คนที่เข้าใจตลาดหุ้นแล้วอยู่รอดได้แล้ว แทบไม่มีใครเลิกเล้นหุ้นเลยชั่วชีวิต (ตรงนี้น่าคิดมาก ว่า รวยไม่เลิก คืออะไร)

'เริ่มเลยครับ จะได้ไม่ได้พูดเหมือนเซียนหุ้นทุกคนว่า - รู้งี้ผมเริ่มเล่นหุ้นเร็วกว่านี้'

pw โอกาสทอง 9

   กฏสำคัญข้อที่หนึ่งของโอกาส ..คือ โอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต จะมาหาเรา ในวันที่เรายังไม่พร้อมเสมอ !!' - ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่า จะคว้า หรือ จะปล่อยมันไป!!

กฏข้อที่สอง คนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจว่า โอกาสที่วิ่งเข้ามาหาเรา มันจะถูกห่อหุ้มด้วยวิกฤตเสมอ ...โอกาส มันคือผ้าขี้ริ้วห่อทอง !!!

pw8 ชีวิตที่แพ้มากกว่าชนะ

'ในชีวิตคุณแพ้กี่ครั้ง ชนะกี่ครั้ง ?' ...อันนี้เป็นคำถามสำคัญมากสำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิต

อัตราส่วนโดยเฉลี่ยของแพ้กับชนะ บนโลกนี้คือ 10 ต่อ 1 ...เดี๋ยวๆ นี่ไม่ใช่แต้มต่อพนันนะ แต่เป็นอัตราส่วนจริงๆ ถ้าเราความล้มเหลว และเอาความสำเร็จของคนทั้งโลกมาเขย่ารวมกัน

'ก็ใช่น่ะชิ !!' คนรวยเลยมีแค่ 10% นอกนั้นไม่รวย

เอางี้ คุณลองมองใหม่ ลองมองว่า ถ้าเราต้องการสำเร็จแบบชัวร์ๆ แล้วไม่มองแบบโลกสวย พวกที่ทำครั้งแรกรวยเลย อันนั้นไม่ใช่เรา ...ให้เรามองแบบซวยสุดเลยคือ มองเราเป็นพวก 10 ต่อ 1 

คือทำอะไรจะแพ้ 9 ครั้ง ชนะ 1 ครั้ง ...จากนั้นลงมือเลย ลุยไปเลย 10 ครั้ง ยังไงกรูต้องชนะสักครั้ง ...ไอ้ครั้งที่ชนะก็คือ รวยเลย - ดังเลย - ชนะเลย

หลายคนอาจไม่รู้ว่า อย่างผมเองเป็นนักเขียนที่ได้ชื่อว่า 'นักเขียน Bestseller' ..หลายๆคน อาจมองว่า ก็โชคดีเขียนหนังสือแล้วดัง ขายดี ...แต่จริงๆ แล้ว ใน 7 ปีที่ผ่านมา ผมเขียนหนังสือไป 13 เล่ม ไม่รวมหนังสือเสียงอีกหลายๆเล่ม บทความและคอลัมภ์ต่างๆ เป็นพันบทความ -- ทั้งหมด ที่ดังจริงๆ ก็แค่ 1-2 เล่ม เท่านั้นเอง

'ใช่!! ผมก็ประเภท 10 ต่อ 1'

ดังนั้น สร้างผลงานให้ถึง 10 ครับ แล้วคุณจะเป็นคนที่ 1 คนต่อไป ...อันนี้ใช้ได้กับการทำงาน ทำธุรกิจ และการลงทุน

...จัดไป!! แพ้ชนะ เรื่องปกติ ทำต่อไป