วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

pw7 หมาวัดหรือหมาข้างถนน

'เจ้าของธุรกิจ ต่างกับผู้บริหารยังไง' (แล้ว 'หมาบ้าน' ต่างกับ 'หมาข้างถนน' ยังไง อันนี้ก็น่าคิด)

..เป็นคำถามที่น้องๆ นักศึกษาอยากรู้ เพื่อจะได้วางแนวทางตัวเองถูกต้องสำหรับอนาคต

โอเค !! เรามาดูผู้บริหาร ส่วนใหญ่ต้องเก่ง เรียนเก่งเป็นพื้นฐาน เพราะคนที่ได้ดีในองค์กรต้องมี Profile ที่ดี ..จบมหาวิทยาลัยดี , มีประสบการณ์ที่ดี , มี Resume ใบสมัครงาน สวยอ่านประวัติแล้วทึ่งว่างั้น - นี่คือ คนที่มีโอกาสเป็นผู้บริหาร

ข้อดีของผู้บริหารคือ เงินเดือนสูง ความเสี่ยงต่ำ เพราะยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งรู้มาก บริษัทไม่กล้าไล่ออก ..แต่ข้อเสียคือ Comfort Zone หนา แทบไม่มีโอกาสไปทำธุรกิจส่วนตัวเลย เพราะ มันเสียเยอะไปจากความสะดวกสบายที่มี ทำให้ผู้บริหารมืออาชีพส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างตลอดไป

มาดูเจ้าของ หรือ เถ้าแก่บ้าง ..ส่วนใหญ่เป็นเด็กเรียนไม่ค่อยเก่ง เลย Profile ไม่ค่อยดี ..สมัครงานก็จะได้ตำแหน่งที่ไม่ค่อยดี อย่าง Jack Ma เจ้าของ Alibaba ก็เป็นตัวอย่างของเถ้าแก่ ...หลักๆ ก็คือ โอกาสในบริษัทมันไม่รุ่ง เลยต้องหาโอกาสนอกบริษัท

ข้อดีของเถ้าแก่ ก็คือ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ถ้ารวยจะรวยมาก และไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง ขอให้สู้ แล้วหมั่นเรียนรู้หน้างาน ก็มักจะเป็นเถ้าแก่ได้ในที่สุด ...แต่ข้อเสียคือ เถ้าแก่ส่วนใหญ่ไม่ได้รวยนะ (แถมเหนื่อยตลอดชีวิต)  เพราะธุรกิจส่วนใหญ่คือ SME มันไม่มีระบบ ทั้งธุรกิจวางอยู่บนเถ้าแก่คนเดียว ..เถ้าแก่หยุด ธุรกิจก็จบ ความเสี่ยงเลยสูง

ผมเคยคุยกับเถ้าแก่หลายคน ..อย่างพี่เมฆ เจ้าของ Index Creative แกเปรียบเทียบ ความเป็นเถ้าแก่ได้เห็นภาพมาก ..แกเล่าว่า 'ลองนึกถึง หมาบ้าน กับ หมาข้างถนน เห็นภาพเลย'

'หมาบ้าน' รู้แน่ว่าเดี๋ยวถึงเวลาเจ้าของก็เอาอาหารมาให้กิน ..ไม่ต้องดิ้นรนมาก ทำให้เจ้าของรักก็จบแล้ว

ส่วน 'หมาข้างถนน' ต้องหากินเอง ถึงคุ้ยขยะที่เดิม บางวันก็ไม่มีอาหาร ..อันตรายอยู่รอบตัว นอนยังต้องระวังศัตรู

พี่เมฆ กล่าวด้วยคำพูดให้ผมคิดว่า :
'พี่เป็นหมาข้างถนน มาตลอด แล้วเอ๊งล่ะ ?'

pw 6

'วัฒนธรรมกาแฟ ระดับชาติ'

Coffee Culture ผมคิดถึง Starbucks ทันที

ใครจะคิดว่า Starbucks จะสามารถทำให้คนทั่วโลกยอมจ่ายค่ากาแฟแพงกว่ากินข้าวได้

สมัยเด็กผมไม่ชอบกาแฟเพราะมันขม แต่วันนี้กินทุกวันประดุจยาเสพย์ติด ..ค่ากาแฟผม มักแพงกว่าข้าว ..เฮ้ย !! เพราะบางมื้อไม่กินข้าว นั่งดื่มแต่กาแฟ

ลองนั่งคิดเล่นๆ ว่า กาแฟมันสร้างให้เป็นวัฒนธรรมการกินแฟได้อย่างไร แถมระบาดไปทั่วโลก ..หลักการ 'ระบาดกาแฟทั่วโลกของ Starbucks'

1. 'สุดโต่ง' ความสุดโต่งมันแสดง Passion  และมันเท่ห์ ..เท่ห์ที่ชัดเจน เพราะคนทั่วๆไป เป็นคนกลางๆ ทำอะไรกลางๆ ..แต่ถ้าสร้างวัฒนธรรมต้องชัดเจน สุดโต่ง

2. 'สร้างมาตรฐานใหม่' กาแฟชง 45 องศา ทำมือตั้งฉากกับดวงดาว เมล็ดต้องสีน้ำตาลอมเทา กลิ่นหอมขึ้นตา และบดเวลาจะชงเท่านั้น ..คนชงเราเรียก บารีสต้า ใช้เวลาฝึก 48 ชั่วโมง พร้อมข้อสอบความเข้าใจประวัติศาสตร์กาแฟทุกพันธุ์ทั่วโลก

3. 'ใครซื้อครั้งแรกเป็นต้องร้อง' ...เชี่ย!! แพง กาแฟแก้วนี้นะร้อยบาท ..เฮ้ย งั้นต้องลองสักแก้ว ...และลองอีกแก้ว ...จากนั้นก็ลองอีกแก้ว สองแก้ว

4. 'สนิทกับคนซื้อ' กาแฟใครกินก็ติด มันเป็นนิสัย พอใส่พนักงานที่เป็นกันเอง มันโอเคขึ้นมาทันที ...ลองไปดูซิครับว่า พนักงานที่ Starbucks เขาคัดเลือกพนักงานแล้วฝึกอย่างไร ทำไมต่างจากร้านกาแฟทั่วไป

5. 'ทำเลโคตรดี' ..สมัยก่อนคนที่ใช้กลยุทธ์นี้คือ แมคโดนัลด์ ..วันนี้ลองดูว่า ทุกทำเลทองการค้าจะมี Starbucks ตั้งร้านอยู่ (ข้อนี้ยากสุด เพราะมันคือ ต้นทุนของแบรนด์ ที่ทำให้เขาได้ทำเลดีกว่า ในค่าเช่าที่ถูกกว่า)

จริงๆ ทุกธุรกิจมีจุดแข็งไม่เหมือนกันหรอกครับ ..รายใหญ่คิดอย่าง ..รายเล็กต้องคิดอีกอย่าง

แค่ใครแค่ทำการบ้าน 5 ข้อแตกต่าง ...เราก็สร้างความสามารถการแข่งขันเหนือคู่แข่งไป 5 ขั้นแล้วครับ

pw5

'จ่ายเงินยังให้ให้รวยขึ้น ?'

...จ่ายเงินจะรวยได้ไง จ่ายแล้วมีแต่จนลง ...ทันใดนั้นพ่อผมก็สอนว่า จ่ายเงินให้รวยขึ้น คือ จ่ายเงินซื้อสินทรัพย์ไง (Asset)

ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่ยิ่งใช้เงินยิ่งจน ซื้อของยิ่งเป็นขยะ เพราะ

1. เขาแยกไม่ออกว่าอะไรคือ Asset หรืออะไรคือขยะ

2. ไม่กล้าซื้อ Asset เพราะซื้อขยะ มันดูถูกกว่า มันได้จำนวนชิ้นมากกว่า (แต่สุดท้ายขยะมันแพงกว่าเมื่อเวลาผ่านไป)

3. ซื้อขยะมันเท่ห์ มันตามกระแส ..คนซื้อ Asset ต้องไม่ตามกระแส เลยถูกมองว่า ไม่เท่ห์ ไม่แนว (แต่พ่อบอก มันรวยนะ ไม่ต้องตามกระแสก็ได้)

พ่อผมสอนว่า

'บ้านไม่ใช่ Asset สิ่งที่เป็น Asset คือ  ที่ดิน และ ของสะสมในบ้าน ..พ่อบอกว่า บ้านก็เหมือนโกดังใส่ของ อย่าไปทุ่มเงินสร้างบ้าน ให้ทุ่มเงินซื้อที่ดินดี และ ทุ่มเงินในของสะสมที่เป็น Asset ..เมื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูก สองสิ่งนี้แหละที่ลูกต้องการ คือ ที่ดิน และ ของสะสม เพราะมันเปลี่ยนเป็นเงินได้ทันที ส่วนบ้านน่ะ ทุบทิ้ง!!'

สิ่งที่พ่อสอนทำให้ผมรู้ว่า 'การที่คนไหนจะรวย ต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้องก่อน ..บางคนหาเงินเก่ง แต่ใช้เงินไม่เป็น ซื้อแต่ขยะ ของฟุ่มเฟือย สุดท้ายก็เงินหายหมด ไม่มีอะไรเหลือ'

...นี่แหละวิธีคิดเศรษฐี ขนาดใช้เงิน ยังสามารถใช้เงินให้ตัวเองรวยขึ้นได้เลย ...มันเริ่มที่วิธีคิด!!

pw4

'เรื่องของข้ออ้าง ที่จะไม่ต้องทำ ไม่ต้องสู้'

ลองเอาข้ออ้างที่จะ 'ไม่ทำ' ออก บางทีโอกาสมันก็เปิดขึ้นได้ครับ

ลองศึกษาประวัติ ผู้ก่อตั้ง What's App แล้วจะทึ่งว่า คนเกิดมาติดลบ พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังเด็ก ต้องพึ่งเงินเลี้ยงดูของรัฐบาลอเมริกัน วันนี้รวยระดับโลกได้ไง

'ข้ออ้าง คือ อุปสรรค ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต'

- ก็ฉันไม่ได้เกิดมารวย
- ก็ฉันไม่ได้เรียนสูง
- ก็ฉันไม่ได้โชคดีนี่
- ก็นั่นก็นี่ ...

ก็เพราะฉันแค่หาข้ออ้าง ทีจะ 'ไม่ทำ ' ก็เท่านั้นแหละครับ !!

เอาใจช่วยนะครับ ..ผมเชื่อว่า ทุกคนเปลี่ยนตัวเองได้ ให้ดีขึ้น แค่เอาข้ออ้างที่ ไม่ทำออก

ถึงไปไม่ถึงดวงดาว แต่อย่างน้อยมันต้องดีกว่าจุดที่เราเป็นวันนี้ครับ😊

pw3

'เลือกบริษัทที่เลี้ยงเราได้ ทำอย่างไร ?'

อันนี้เป็นส่วนสำคัญของการเป็นนักลงทุนเลย ต้องเลือกบริษัทที่จะลงทุนให้เป็น

หลายคนหลงคิดว่า บริษัทที่ควรเลือกลงทุนคือบริษัทที่อยู่ในกระแสหรือคนพูดถึงเยอะๆ ..จริงๆ ตรงข้ามเลย

ถ้าจะเลือกเทรดหุ้นเก็งกำไรอันนั้นเลือก บริษัทในกระแสถูกแล้ว เพราะการเทรดหุ้นสั้น นักเทรดมีจุด Stop Loss อยู่แล้ว 'ความเสี่ยงของนักลงทุนระยะสั้น ขึ้นกับฝีมือคุมความเสี่ยงของเทรดเดอร์เอง (ถ้ามีจุด Stop Loss แล้วมีวินัย ยังไงก็ไม่เจ๊ง เพราะถ้าพลาดก็เสียหายเท่าจุด Stop Loss แค่นั้น)

แต่นักลงทุนระยะยาว หรือ คนลงทุนแบบออมในหุ้นไม่ใช่เลย ..ความเสี่ยงของนักลงทุนระยะยาว กลับอยู่ที่บริษัทที่เขาเลือกลงทุน ถ้าเลือกของดี ก็เข้าตำราให้เงินทำงาน นั่งเฉยๆ รอรับเงิน แต่ถ้าเลือกผิดก็เสียหาย (ดังนั้นนักลงทุนระยะยาว ใช้วิธีการจายความเสี่ยงช่วยคุมความเสียหายเวลาผิดพลาด)

มาดูหลักการเลือกบริษัทที่เลี้ยงเรา มีดังนี้

1. 'ทำสิ่งดี' ธุรกิจต้องทำสิ่งที่ดี ถึงจะอยู่ได้ยาว เช่น 7-11 ทำให้คนสะดวก , มือถือทำให้การติดต่อสื่อสารง่าย , พลังงานทำให้เราดำเนินชีวิตไม่ติดขัด

2. 'มีกำไร' ถ้าธุรกิจดีต้องทำแล้วมีกำไรด้วย จึงจะถือว่าทำได้ยาวๆ มั่นคง

3. 'แบ่งปันผล' ถ้าธุรกิจดีมีกำไรแต่ไม่แบ่งปันผลเลย นักลงทุนระยะก็ต้องการเงินใช้ด้วย ไม่ใช่มองแต่อนาคตอย่างเดียว ต้องแบ่งเงินให้เราระยะสั้นบ้าง

ถ้าเข้า 3 ข้อนี้ ถือว่า 'ลงทุนยาวๆด้วยได้ครับ'

เชิญชวนมาเจอกันในงาน BLSTALK 'ออมหุ้น ไม่อมหุ้น' (งานสัมมนาหุ้น ที่ขำขำ ฟังสบาย และได้ความรู้)

'เฮฮา แต่มีสาระ' : ปูพื้นความรู้การลงทุน พร้อมเครื่องมือ และ แถมหนังสือเสียงไปฟังฟรีที่บ้าน

pw2 อาชีพที่น่าสนใจ


เก่งจากความเชี่ยวชาญ "นักสะสม" ต้องสะสม Asset

1. สิ่งนั้นมนุษย์ต้องการ (เพิ่มค่าได้จาก Story เรื่องราวของสิ่งนั้น)
2. มีจำนวนจำกัด
3. มูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา

หลักการสะสม

1. ชอบสิ่งนั้นมาก (ระดับ Passion)
2. เชี่ยวชาญรู้จริง (แบบ แฟนพันธ์แท้)
3. อยู่ในวงการนั้น (ถ้าเราอยู่ในวงการนั้น เราจะรู้แหล่งซื้อ และ แหล่งขาย "ซื้อได้ ขายเป็น)
4. มี Trust ในวงการ (วงการให้ความเชื่อถือในตัวเรา ว่าเก่งในเรื่องนั้นๆ)
5. เราสะสมสิ่งนั้นเองจริงๆ

pw1 อาชีพสมัยนี้ต้องมืออาชีพ

'อาชีพใหม่ งานชอบ เงินดี มีโอกาส คืออะไร'...

ก็คุยกันว่า ทุกวันนี้ งานดีๆ หายาก ..เลยมานั่งคุยกันว่า 'งานสุดยอดของโลกอนาคตคืองานอะไร ...ต้องเป็นงานที่ งานชอบ เงินดี มีโอกาส' - ก็นี่เลย อาชีพ Curator

แปลตรงๆ ก็ อาชีพคนดูแลพิพิธภัณฑ์ ...เดี๋ยว!! ไม่ใช่แค่พนักงานทำความสะอาด  หรือ คนเก็บเงินนะ ...แต่ Curator คือ คนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ อย่างจริงจัง

อย่างเมืองไทยถ้าพูดถึงคนรุ่นใหม่ที่รู้เรื่องพระแบบจริงจัง ก็อย่าง บอย ท่าพระจันทร์ ...เอาแบบเชี่ยวชาญ รู้ราคา รู้คุณค่า รู้จักตลาด ...ใครที่เป็นแบบนี้ บอกตรงๆ ว่า รวยทุกคน แต่ต้องเชี่ยวชาญรู้จริงในเรื่องนั้นๆนะ

ลองดูซิ ประเทศไทยเรามีของสะสมตั้งมากมาย ตั้งแต่ของเก่า , เพชร , อัญมณี , พระเครื่อง , รถยนต์ , มอไซค์ , ตุ๊กตา , สแตมป์ ... เอาว่าคุณเคยดูรายการแฟนพันธ์แท้ ก็นั่นแหละ ทุกเรื่องต้องการ Cutator

ขอให้คุณมีคุณสมบัติดังนี้

1. ชอบสิ่งนั้นมาก (มี Passion)

2. เชี่ยวชาญ รู้จริง ศึกษาเรื่องนั้นแบบรู้ลึก (แฟนพันธ์แท้)

3. อยู่ในวงการนั้นๆ รู้จักแหล่งซื้อ รู้จักแหล่งขาย (เป็นคนในวงการนั้น)

4. มี Trust คือ ในวงการให้การเชื่อถือ ..เราเป็นที่ยอมรับในเรื่องนั้นๆ

5. เราซื้อสิ่งนั้นสะสมเองจริงๆ

ใครมีคุณสมบัติ 5 ข้อนี้ ในเรื่องใดก็ได้ ลองพิจารณา อาชีพอิสระอันนี้ อาชีพ Curator -'อาชีพแนวๆ งานชอบ เงินดี มีโอกาสโต'

จัดไป